ขั้นตอน การขัดพื้นปาเก้ด้วยเครื่องขัดพื้น

ขั้นตอน การขัดพื้นปาเก้ ส่วนใหญ่ก็จะมีอยู่ 3 ขั้นตอน

การขัดเที่ยวแรกจะขัดโดยใช้กระดาษทรายหยาบ (ใช้เครื่องแบบเข็น) เป็นการขัดให้กินเนื้อไม้เพื่อปรับให้พื้นไม้เรียบเสมอกัน เนื่องจากเมื่อตอนปูไม้ปาร์เก้ ความหนาของไม้แต่ละแผ่นอาจไม่เท่ากัน (แตกต่างกันเล็กน้อย) และเป็นการขัดคราบสกปรกต่างๆที่อยู่บนผิวไม้ออก

เมื่อขัดจนพื้นไม้เรียบเสมอกันแล้ว เที่ยวที่สองก็จะขัดด้วยกระดาษทรายละเอียดอีกหนึ่งเที่ยว (โดนใช้เครื่องขัดแบบรถเข็น) เพื่อเป็นการปรับผิวเสี้ยนไม้ที่ยังหยาบให้เรียบเนียนขึ้น
เที่ยวที่3 ก็จะเป็นการขัดด้วยเครื่องขัดพื้นขนาดเล็กเพื่อขัดเก็บงานบริเวณที่รถขัด(เครื่องขัดปาร์เก้แบบรถเข็น) เข้าไม่ถึง เช่น ตามซอกพื้นหรือมุมพื้น ต่างๆ

ขั้นตอนการขัดพื้นปาเก้ ก็จะประมาณนี้ก็คงจะพอเห็นภาพกันกว่าจะออกมาเป็นพื้นปาเก้สวยงามเงาวับอย่างที่เราเห็นๆกันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน ซึ่งหลังจากขั้นตอนการขัดแล้วก็จะเหลือขั้นตอนการทำสีอีก จึงไม่น่าแปลกที่การตกแต่งพื้นบ้านด้วยวัสดุชนิดนี้จะมีราคาค่อนข้างแพง เนื่องจากขั้นตอนการทำต้องทำหลายขั้นตอนบวกกับค่าวัสดุ โดยเฉพาะไม้ถ้าเลือกเกรดดีๆก็จะมีราคาแพงขึ้นไปอีก

ลักษณะของกรงสุนัขที่ดี

ลักษณะของกรงสุนัขที่ดี

1. มีสารเคลือบกันสนิม ทำให้ไม่ผุพังง่าย
2. มีถาดรองรับสิ่งสกปรกอยู่ข้างล่าง สามารถชักเข้า ชักออกได้ง่าย
3. มีขนาดพอเหมาะ ที่จะทำให้สุนัขเดินกลับตัวไปมาได้สะดวก โดยเฉพาะเวลาลุกขึ้นยืนไม่อึดอัด หรือเตี้ยแคบ จนเกินไป
4. เป็นชนิดที่เคลื่อนย้ายได้สะดวก ไม่มีน้ำหนักมาก
5. มีความทนทานต่อการกัดแทะของสุนัขสูง
6. อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก ควรใช้ตาข่ายขนาดถี่ เพื่อป้องกันยุงกัดในเวลากลางคืนด้วย การมีกรงสุนัข ไม่ใช่เพื่อเจตนาจะเลี้ยงสุนัขให้อยู่ในกรงตลอดเวลา เพราะเช่นนี้จะทำให้พฤติกรรมของมันเปลี่ยนไปเป็นก้าวร้าว ธรรมชาติของสุนัขมันอยากอยู่ใกล้ชิดกับคนเลี้ยง โดยเฉพาะเมื่อตอนมันอายุ 2 – 5 เดือนแรก ไม่ควรกักขังอยู่แต่
ในกรงเด็ดขาด เพราะจะทำให้มันขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสัตว์อื่นได้ เป็นไปได้ควรจัดหากล่องสำหรับให้ มันอยู่ภายในบ้าน หน้าห้องนอน หรือใต้บันไดบ้านบ้าง นอกจากนั้นการปล่อยและฝึกให้มันออกจากกรงเป็นเวลา จะทำให้มันเคยชินและรู้ดีว่านั่นหมายถึงเวลาขับถ่ายของเสีย เวลาทานอาหาร ควรปฏิบัติและทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ จะทำให้สุนัขของคุณมีนิสัยที่ดี

เทคนิคการให้อาหารหมา

เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการเลี้ยงสุนัขที่เจ้าของจะต้องเรียนรู้ และเข้าใจ ในพฤติกรรมของสุนัข มิฉะนั้นสุนัขของคุณก็จะเติบโตอย่างไม่มีคุณภาพ เทคนิคการให้อาหารหมามี 3 วิธี คือ

1. ตักให้เยอะๆครั้งเดียว ให้สุนัขเลือกทานเอง กรณีนี้น้องหมาคุณจะทานอาหารได้ทั้งวัน ทั้งคืน เป็นการสะดวกต่อเจ้าของที่มีธุรกิจมาก ไม่ค่อยจะอยู่บ้านเลี้ยงดูมันอาหารประเภทนี้ควรเป็นอาหารประเภทเม็ดจะสะดวกที่สุด เพราะหากให้เป็นอาหารสดเมื่อทิ้งไว้นานๆ จะทำให้บูดเน่าเป็นอันตรายต่อสุนัข

ข้อเสียของการให้อาหารประเภทนี้ จะทำให้เราไม่รู้ได้เลยว่าสุนัขตัวไหนได้กินมาก หรือกินน้อย หรือตัวไหนไม่ได้กินเลย เพราะพฤติกรรมของสุนัขก็มักมีการเบ่งอวดความแข็งแกร่งถึงขนาดขู่ไม่ให้ทานอาหารเลยก็มี ซึงกรณีนี้เราจะล่วงรู้ได้อีกทีก็ต่อเมื่อสุนัขบางตัว ของท่านซูบผอม หรือไม่สบาย หรือในระหว่างที่ทิ้งไว้อาจมีนก มีหนูมากินแทะอาหารที่เราทิ้งไว้ ซึ่งเป็นพวกนำเชื้อโรคมาสู่น้องหมาของเราที่อาจไปกินโดนเม็ดที่หนูแทะไว้ อาจทำให้ท้องเสีย หรืออาจถึงขึ้นตายได้

2. ให้อาหารโดยควบคุมเรื่องเวลา การกำหนดเวลาให้อาหารหมา จะทำให้มันรู้ เวลาของมันโดยอัตโนมัติ พอถึงเวลาน้องหมาของท่าน ก็จะเรียกร้องที่จะขออาหารทาน เช่น เดินตาม หรือเห่าร้อง เอามือตะกายประตู หรือข้างฝา สุนัขบางตัวจะค่อยๆ กิน บางตัวก็จะรีบกินโดยไม่ตรวจสอบดูว่า อาหารในจานเป็นอะไรมีมากน้อยเพียงแค่ไหน ควรจำกัดเวลากินของมันสัก 20-30 นาทีก็จัดเก็บอาหาร เก็บไว้ให้มันกินในมื้อต่อๆ ไป
ลูกสุนัขที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือนควรให้กินวันละ 3 มื้อ 6-12 เดือนควรให้กินวันละ 2 มื้อ อายุเกิน 1 ปีขึ้นไปให้กินวันละ 1 ครั้งก็พอ

3. แบ่งอาหารตามสัดส่วนและอัตราการกินของสุนัขแต่ละตัว สุนัขแต่ละตัวมีพฤติกรรมการกินที่แตกต่างกันออกไป บางตัวกินน้อย บางตัวกินมาก บางตัวนอกจากจะกินมากแล้ว ยังกีดกันไม่ให้ตัวอื่นกินในที่ของมันอีก วิธีนี้จะเป็นวิธีการให้อาหารทีดีที่สุด แต่คุณจะต้องมีเวลาที่จะคอยควบคุมการกินของบรรดา เหล่าสุนัขพวกนี้

ปัญหาที่ทำให้ผู้เลี้ยงสุนัขประสบอีกอย่างหนึ่งคือ ปัญหาการเปลี่ยน อาหารสุนัข พบว่าสุนัขบางตัวปฏิเสธไม่ยอมรับอาหารใหม่เหล่านั้น วิธีการที่ถูกต้องในการปรับให้สุนัขทานอาหารใหม่ ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยสัปดาห์แรกควรนำ อาหารเก่าและใหม่มาคลุกรวมกันในอัตราส่วน 1 ต่อ 4 เพื่อไม่ให้สุนัขลืมรสชาติอาหารเก่า สัปดาห์ที่ 2 เพิ่มอัตราส่วนอาหารใหม่เป็น

1 ต่อ 2 พอสัปดาห์ที่ 3 ก็เพิ่ม เป็น 3 ต่อ 4 และสัปดาห์ต่อไปก็ลอง ให้อาหารใหม่ เพียงอย่างเดียว สุนัขของคุณก็จะเคยชินและยอมรับอาหารใหม่ไปโดยปริยาย

การเปลี่ยนอาหารใหม่ให้สุนัขเป็นเรื่องที่ดี ดังกล่าวมาแล้ว เพราะจะทำให้สุนัขได้รับสารอาหารชนิดอื่นหมุนเวียนครบถ้วนกรณีที่มันไม่ยอมรับ ผู้เลี้ยงต้องทำใจและค่อยๆ ปรับเปลี่ยนโดยใช้เวลา ซึ่งอาจจะนานกว่า 4 สัปดาห์ ถ้ามันเป็นสุนัขที่ดื้อและไม่ยอมเปลี่ยนอาหารง่าย ๆ

การทำกลยุทธ์ คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง ที่ถูกต้อง

การทำกลยุทธ์ คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง ที่ถูกต้องนั้นสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีจนน่าตกใจ โดยในปี 2016 ด้วยกระแสที่มาแรงแทบทุกธุรกิจเริ่มหันมาทำการตลาดออนไลน์มากยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจของคุณจะเริ่มวางแผน ปรับแต่ง เพื่อให้ได้ คอนเทนท์ที่ตอบโจทย์กับธุรกิจของคุณที่สุด โดยคำนึงถึงหลักเหล่านี้

อย่ามองคอนเทนท์ เป็นเพียงแค่ตัวหนังสือ

สมัยนี้การใช้บล็อกที่มีแค่ตัวหนังสือไม่อาจตอบสนองความพึงพอใจของผู้บริโภคได้เพียงพออีกต่อไป Infographics, eBooks, vlogs เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าคอนเทนท์ได้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว ซึ่งคุณสามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับกลยุทธ์ของคุณ โดยไม่ยึดติดกับแบบใดแบบหนึ่ง

โดยในปีที่แล้วจำนวนวีดีโอจากผู้ใช้และแบรนด์บนเฟสบุ๊กนั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเกือบ 4 เท่าจากปีก่อน เพราะวีดีโอเป็นสื่อที่แชร์และรับชมได้ง่าย ส่วน Vlog หรือ Video Blog ที่เล่าเรื่องราวในบล็อกผ่านวิดีโอก็เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้นซึ่งคุณสามารถใช้ช่องทางนี้ในการทำการตลาดได้ คอนเทนท์แบบใหม่นี้จึงเป็นสิ่งที่คุณจะต้องเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้นในปี 2016

คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง เป็นช่องทางที่ดีในการนำเสนอให้เห็นว่าแบรนด์ของคุณเป็นมืออาชีพในเรื่องนั้นๆ อย่ากลัวหากต้องแจกข้อมูลที่มีประโยชน์แบบฟรีๆ เพราะถ้าคุณทำมันได้ดี ผู้บริโภคของคุณจะเริ่มรู้สึกไว้วางใจในแบรนด์มากขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพยิ่งขึ้น ผมขอยกตัวอย่าง : เว็บ Market Domination Media ที่คอยอัพเดทข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับเจ้าของธุรกิจ และข้อมูลอื่นๆอีกมากมายโดยไม่เสนอขายสินค้าใดๆในบทความเลย หากผู้อ่านชื่นชอบก็สามารถลงทะเบียนรับข่าวสารจากเว็บไซต์ได้ แต่วิธีในการขายแบบแนบเนียนคือการคิดแบนเนอร์โฆษณาในเว็บไซต์ ซึ่งวิธีนี้จะไม่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าคุณกำลัง ฮาร์ดเซลล์ใดๆเลย

B2C และ B2B ก็เวิร์คสำหรับ คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง

คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง ให้ผลลัพธ์ที่ดี ทั้งธุรกิจแบบ B2B และ B2C ซึ่งมีแนวคิดในการขายที่คล้ายกัน ต่างกันเพียงวิธีที่ใช้

ในธุรกิจ B2C หรือ ธุรกิจแบบบริษัทต่อผู้บริโภคโดยตรงนั้น คอนเทนท์ที่ใช้ควรจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจและสามารถเข้าถึงอารมณ์ผู้บริโภคได้มากกว่า แต่ในธุรกิจ B2B หรือธุรกิจแบบบริษัทต่อบริษัท นั้น สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะเป็นข้อมูลของสินค้านั้นๆในรูปแบบที่น่าสนใจและเข้าใจง่าย

ตัวอย่างของคอนเทนท์สำหรับ B2C คือ เบียร์ Budweider ที่สร้างโฆษณาโดยอาศัยการเล่นคำระหว่าง Poppy love เป็น Puppy Love ที่ดึงดูดความสนใจด้วยเจ้าสุนัขตัวน้อยที่ทำให้ผู้ชมตกหลุมรัก และสามารถถ่ายทอดความเป็น Budweiser ได้โดยไม่ต้องใช้สินค้าในวีดีโอด้วยซ้ำ

ตัวอย่างของคอนเทนท์สำหรับ B2B คือ การใช้ Infographic ที่มีลูกเล่นสนุกๆในการแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติเด่นของสินค้า ที่จะช่วยให้บริษัทที่ซื้อสามารถประหยัดเงินจำนวนมหาศาลได้จากสินค้าตัวนี้

มีดัชนีวัดผลความสำเร็จของงาน (KPIs) เพื่อวัดผลความสำเร็จและความล้มเหลวของ คอนเทนท์ มาร์เกตติ้งของคุณ

อย่าลืมตรวจสอบประสิทธิภาพของคอนเทนท์ของคุณ เพื่อปรับปรุงให้คอนเทนท์ของคุณได้ผลมากยิ่งขึ้นโดยคุณสามารถวัดผลได้จากหลายวิธีดังนี้

วัดจากจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ : จำนวนของผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ผ่านคอนเทนท์หรือแคมเปญของคุณ คุณสามารถใช้ Google’s URL builder และ Google Analytics ในการช่วยตรวจสอบสิ่งนี้

วัดจากจำนวนโซเชียลแชร์ : วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมในไทย ที่วัดผลโดยจำนวนผู้ไลค์และแชร์คอนเทนท์ของคุณเป็นตัวชี้วัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บางครั้งยอดแชร์จำนวนมากอาจไม่ได้ทำให้เกิดการซื้อที่เท่ากัน

วัดจากจำนวนการตีกลับหรือ Bounce Rate : จำนวนการตีกลับที่มาก หมายถึงผู้ชมเข้าชมเนื้อหาแล้วปิดหน้าต่างทันที และไม่คลิกเปิดหน้าอื่นๆบนเว็บไซต์ ซึ่งสิ่งนี้แปลว่าคอนเทนท์ของคุณไม่มีความน่าสนใจพอ

วัดจากจำนวน Inbound Links Earned : คอนเทนท์ที่ดีนั้นจะทำให้ผู้คนจากเว็บไซต์อื่นนำลิ้งค์ไปแชร์ สิ่งนี้จะช่วยให้เว็บของคุณมีผล SEO ที่ดีอีกด้วย

วัดจากระยะเวลาที่ผู้ชมใช้บนเว็บไซต์ : หากคุณเขียนคอนเทนท์ที่มีเนื้อหาจำนวนมาก แต่ผู้ชมใช้เวลาไม่ถึง 15 วินาทีบนเว็บไซต์ นั่นแปลว่า ผู้ชมไม่พบสิ่งที่เขาต้องการบนเว็บไซต์ของคุณหรือคอนเทนท์ของคุณมีความน่าสนใจไม่พอ

วัดจาก Conversion rate : อัตราการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงยอดซื้อ การสมัครเป็นสมาชิก เป็นต้น

วัดจากจำนวนยอดขาย : เป็นอีกหนึ่งตัววัดผลที่สำคัญที่ช่วยบอกว่า ของ คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง สามารถสร้างกำไรได้มากน้อยเพียงใด?

อย่าลืมปรับแต่ง คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง ของคุณให้มีความหลากหลาย

คอนเทนท์ มาร์เกตติ้งสามารถให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่มีคอนเทนต์ใดที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณได้ในคอนเทนท์เดียว สิ่งที่คุณต้องทำคือการสร้างคอนเทนท์แต่ละรูปแบบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุณต้องการเป็นอย่างๆไป เช่น คอนเทนท์แบบหนึ่งเหมาะสำหรับการสร้าง Brand Awareness แต่ไม่เหมาะสำหรับการขาย เป็นต้น

การวางกลยุทธ์ที่เป็นลำดับขั้นตอน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ค่อยๆทำไปให้บรรลุจุดประสงค์แต่ละข้ออย่างใจเย็น และคอนเทนท์ มาร์เกตติ้งนี้เองจะเป็นอีกสุดยอดวิธีที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมากในอนาคต

ที่มา : http://oneworlddigital.net

รถรับจ้างจะต้องมีการวางแผนล่วงหน้า

การเดินทางทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในรูปแบบใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการรถโดยสารหรือขับรถส่วนตัวก็จะต้องมีการวางแผนก่อนออกเดินทางทุกครั้ง จะต้องมีเป้าหมายทุกครั้งก่อนที่จะออกเดินทาง เพราะการวางแผนก่อนออกเดินทางจะทำให้ประหยัดทั้งเวลาและประหยัดทั้งน้ำมัน ถือว่าเป็นประโยชน์สูงสุดของผู้ขับขี่ที่ต้องพึงระลึกถึงอยู่เสมอ

ระยะทางกับการขนส่งของรถรับจ้างก็เช่นกัน ก่อนที่ผู้ขับรถจะออกรถก็จะต้องมีการวางแผนและศึกษาเส้นทาง ศึกษาถึงรายละเอียดของระยะทางที่จะต้องเดินทางไป ไม่ว่าจะไปจังหวัดใด จะต้องบอกได้ว่าเส้นทางจะต้องเดินทางไปไหน มีลักษณะของถนนเป็นอย่างใด ลักษณะของภูมิประเทศเป็นอย่างไร เป็นภูเขาหรือพื้นที่ราบ ซึ่งการศึกษาถึงข้อมูลของเส้นทางเหล่านี้ก่อนจะทำให้เรามีความปลอดภัยไม่หลงทาง เผื่อเกิดอุบัติเหตุหรือสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นก็สามารถที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้

และเมื่อออกเดินทางแล้วก็จะต้องมีการผ่านด่านชั่งน้ำหนัก ซึ่งผู้ขับรถรับจ้างจะทราบเป็นอย่างดี เนื่องจากจะต้องมีการชั่งน้ำหนักของสินค้าที่บรรทุกอยู่ ว่ามีน้ำหนักเท่าใด สามารถที่จะผ่านถนนเส้นนี้ได้หรือไม่ บางครั้งการขับรถเข้าในเมืองก็เป็นสิ่งที่ผู้ขับรถรับจ้างต้องสังเกต ว่าจะต้องมีการลอดหรือขึ้นสะพานอะไรไหม เพราะบางครั้ง ความสูงของรถ อาจจะผ่านสิ่งกีดขวางเหล่านี้ไม่ได้ส่วนเรื่องราคาในการจัดส่งสินค้านั้น จะขึ้นอยู่กับระยะทางกับการขนส่งของรถรับจ้าง ว่าไปส่งไกลแค่ไหน จำนวนสินค้ามีมาก ต้องใช้รถอะไรในการบรรทุก ต้องมีการคำนวณถึงการเติมน้ำมันรถด้วย อีกทั้งจะต้องบวกค่าเสียเวลาที่ผู้ขับรถได้ขับไปส่งด้วย เพราะบางครั้งจะต้องส่งสินค้าต่างจังหวัด การเดินทางก็จะใช้เวลามาก ทำให้ต้องมีการจ่ายค่าอาหารเพิ่มเติมไปด้วยเช่นกัน

ค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะเกิดขึ้นในการไปทัวร์ฮ่องกง มาเก๊า

ฮ่องกงและมาเก๊าเป็นเขตปกครองตัวเองพิเศษของประเทศจีนที่อยู่ห่างกันเพียง 60 นาทีด้วยเรือเฟอร์รี่จึงทำให้มักจะเป็น 2 เมืองที่นักท่องเที่ยวเลือกที่จะเดินทางไปเที่ยวพร้อมๆกัน มีแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นทางด้านวัฒนธรรม ศาสนาและความเจริญก้าวหน้าของเมือง เป็นเมืองที่มีมีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก มีความปลอดภัยสูง และมีเครือข่ายการคมนาคมต่างๆที่สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย โดยเฉพาะฮ่องกงที่มีเครือข่ายรถไฟใต้ดินขนาดใหญ่และครอบคลุมพื้นที่มาก โดยทั่วๆไปฮ่องกงและมาเก๊ามีร้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวคล้ายกัน แต่ฮ่องกงจะมีค่าใช้จ่ายแพงกว่ามาเก๊าประมาณ 15-20% ทั้งค่ากินอยู่ ค่าโดยสารและค่าที่พัก

“ไปทัวร์ฮ่องกง มาเก๊าจะใช้เงินเท่าไหร่?” หรือ “ไปเที่ยวฮ่องกงหรือมาเก๊าเท่านี้วันต้องแลกเงินไปเท่าไหร่?” แต่สำหรับคนที่จะไปเที่ยวมาเก๊าอย่างเดียวสามารถใช้นำเอาค่าใช้จ่ายมาลดจากของฮ่องกงไปประมาณ 15-20% ได้เลย ในการท่องเที่ยวต่างประเทศทั่วๆไปจะแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 อย่างหลักๆ คือ ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ และค่าใช้จ่ายในการเที่ยวในแต่ละวัน ซึ่งก็จะแบ่งย่อยๆออกมาได้อีกประมาณ 5 ประเภทคือ ค่าที่พัก, ค่ากินอยู่, ค่าเดินทางภายในประเทศ, ค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่าย 5 อย่างหลังนี้จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่เราอยู่เที่ยว ซึ่งสำหรับฮ่องกงมาเก๊าคนมักจะมาเที่ยวกันประมาณ 3-5 วัน โดยเราจะบอกราคาคร่าวๆของแต่ละแบบเอาไว้ด้วย

1. ค่าตั๋วเครื่องบิน เป็นค่าใช้จ่ายหลักของการไปทัวร์ฮ่องกง มาเก๊าเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะไปกันประมาณ 3-5 วัน ทำให้สัดส่วนของราคาตั๋วเครื่องบินกับงบประมารในการเที่ยวโดยรวมนั้นค่อนข้างสูง ถ้าเป็นสายการบินแบบ Low Cost เช่น Air Asia ไปกลับ จะประมาณ 3,000-7,000 บาท แต่ถ้าเป็นสายการบินแบบ Full Service เช่น การบินไทย ก็จะประมาณ 7000 บาทขึ้นไป

เพราะฉะนั้นใครต้องการไปเที่ยวแบบประหยัด จะต้องหาตั๋ว Low Cost ช่วงโปรโมชั่นมาให้ได้ ถ้าโชคดีอาจจะได้มาต่ำกว่า 3,000 บาทก็เป็นได้

2. ค่าที่พัก ในฮ่องกงจะแบ่งเป็น 2 แบบหลักๆ คือ แบบโรงแรมทั่วๆไป มีตั้งแต่ 2 ดาวถึง 5 ดาว เริ่มต้นประมาณ 1,800 บาทต่อห้องต่อคืน แล้วแต่โรงแรมแล้วแต่ทำเล และแบบเกสเฮ้าส์(Guest House)ที่เจ้าของดัดแปลงห้องพักของชาวฮ่องกงมาเป็นโรงแรม สภาพก็จะแบบบ้านๆหน่อย ราคาถูกกว่า ประมาณ 1,200 บาทต่อห้องต่อคืน ใครอยากประหยัดก็แนะนำให้นอนแบบเกสเฮ้าส์

3. ค่าของกิน จะขอแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ อาหาร และเครื่องดื่ม โดยอาหารแบบทั่วๆไปง่ายๆของฮ่องกงเช่นพวก บะหมี่เกี้ยว ข้าวหน้าเป็ด โจ๊ก จะจานละประมาณ 25-50 เหรียญฮ่องกง แต่ถ้าเป็นอย่างอื่นหรือร้านดังก็จะแพงขึ้นตามลำดับ สำหรับน้ำดื่ม น้ำขวด 500ml ในร้านสะดวกซื้อจะตกขวดละ 9 เหรียญฮ่องกง

4. ค่าเดินทางฮ่องกงหลักๆจะเป็นรถไฟใต้ดินกับรถบัส โดยรถไฟใต้ดิน MTR จะราคาเริ่มต้นประมาณ 3.5 เหรียญฮ่องกง ส่วนรถบัสจะเริ่มต้นประมาณ 2 เหรียญฮ่องกง แต่ราคาจะสูงขึ้นมากทันทีที่ข้ามเกาะ การวางแผนเที่ยวในแต่ละเกาะไม่เดินทางข้ามไปข้ามมาระหว่างเกาะมากก็จะประหยัดไปได้เยอะพอสมควร รวมทั้งการศึกษาเส้นทางรถบัสไว้ก็จะประหยัดได้ขึ้นไปอีก ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าไปเที่ยวกัน 3 วันจะใช้กันประมาณ 120 เหรียญฮ่องกง

การเลือกกรงสุนัขให้น้องหมา

สำหรับการเลือกกรงสุนัขให้น้องหมาพันธุ์เล็กนั้นมีีวิธีพิจารณาง่ายๆ ดังนี้ค่ะ …

1. ถึงแม้กรงของน้องหมาพันธุ์เล็กส่วนใหญ่จะตั้งอยู่แต่ในบ้าน แต่ก็ควรให้ความสำคัญกับความทนทานของวัสดุที่ใช้ทำกรง ไม่ควรเป็นวัสดุที่ขึ้นสนิมได้ง่าย และจะต้องมีความทนทานต่อการกัดแทะของน้องหมาได้สูง เพราะน้องหมาอาจจะกัดแทะหรือเลีย ทำให้มีผลเสียต่อร่างกายของน้องหมาได้ค่ะ
2. ควรมีถาดรองรับสิ่งสกปรกอยู่ข้างล่าง สามารถชักเข้า ชักออกไปทำความสะอาดได้ง่าย
3. ตัวกรงจะต้องมีขนาดพอเหมาะ ที่จะทำให้น้องหมาเดินกลับตัวไปมาได้สะดวก โดยเฉพาะเวลาลุกขึ้นยืนไม่อึดอัด หรือเตี้ยแคบ จนเกินไป
4. ควรเป็นกรงชนิดที่เคลื่อนย้ายได้สะดวก มีน้ำหนักไม่มาก เพื่อให้ง่ายแก่การนำกรงน้องหมาออกไปล้างทำความสะอาด และตากแดดฆ่าเชื้อ
5. จะต้องเป็นกรงที่อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก ควรติดตาข่ายขนาดถี่ เพื่อป้องกันยุงกัดในเวลากลางคืนด้วย

การมีกรงสุนัขให้น้องหมาไม่ใช่เพื่อเจตนาจะเลี้ยงน้องหมาให้อยู่ในกรงตลอดเวลา เพราะถ้าหากทำแบบนั้นจะทำให้พฤติกรรมของน้องหมาเปลี่ยนไปเป็นก้าวร้าว เนื่องจากโดยธรรมชาติของน้องหมาเขาอยากอยู่ใกล้ชิดกับผู้เลี้ยง โดยเฉพาะเมื่อตอนเขาอายุ 2-5 เดือนแรก ไม่ควรกักขังอยู่แต่ในกรงเด็ดขาด เพราะจะทำให้มันขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสัตว์อื่นได้ ผู้เลี้ยงควรฝึกให้น้องหมา เข้า-ออก จากกรงเป็นเวลา วิธีนี้จะทำให้น้องหมาเคยชินและรู้ดีว่านั่นหมายถึงเวลาขับถ่ายของเสีย เวลาทานอาหาร ควรปฏิบัติและทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ จะทำให้น้องหมามีนิสัยที่ดีค่ะ