เทคนิคการเลือกส่วนผสมของครีมหน้าขาว

เทคนิคการเลือกส่วนผสมของครีมหน้าขาว ในแบบฉบับสาวเกาหลีค่ะ เพราะสารหรือส่วนผสมต่างๆที่อยู่ในครีมบำรุงผิวหน้าจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปค่ะ ลองอ่านในบทความนี้ค่ะ

ครีมบำรุง เพื่อใบหน้าขาว ใส ไร้ริ้วรอย มีอยู่หลากหลายยี่ห้อซะจนทำให้ สาวๆอย่างเราเวลาจะเลือกครีมหน้าใสที่ถูกใจ แต่ละทีลำบาก ว่าจะต้องเลือกจากอะไร สิ่งไหนก่อน ต้องมีส่วนผสมอะไรถึงดี เพราะโฆษณาครีมทุกวันนี้ล้วนแต่อ้างสรรพคุณต่างๆนาๆ ที่ทำให้เราอยากซื้อไปเสีบหมดใช่ไหมค่ะ วันนี้เรามีเทคนิคในการเลือกครีมเด็ดๆ ให้หน้าใสกิ๊งแบบสาวเกาหลีกันคะ

การเลือกครีมหน้าขาวสำหรับสาวๆอย่างเราสิ่งที่สำคัญที่สุดคือส่วนผสมค่ะ เราควรใส่ใจกับส่วนผสมในครีมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะส่วนผสมเดี๋ยวนี้มีมากมายหลายอย่างเหลือเกิน โฆษณาครีมต่างๆก็ประโคมกันเข้าไป ครีมหน้าใสทำให้ผิวสวยแบบสาวเกาหลีบ้างล่ะ ขาวดุจหิมะบ้าง แต่ส่วนผสมที่ทางการแพทย์ยืนยันมาแล้วมีเด็ดๆ ดังนี้ค่ะ

กรดผลไม้AHA : เจ้ากรดตัวนี้ช่วยให้เซลล์ผิวชั้นบนหลุดลอก ให้หน้าเราขาวใสอยู่เสมอทั้งยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในผิวให้เต่งตึงแลดูอ่อนกว่าวัย แต่ไม่ควรใช้ขณะที่มีปัญหาผิวแห้งหรืออักเสบ ผิวมันควรใช้ในรูปเจลหรือโลชั่น ผิวแห้งให้ใช้ในรูปของครีม โดยเริ่มจากความเข้มข้นต่ำ ๆ ก่อนปรับไปใช้ในความเข้มข้นที่สูงขึ้นนะคะ
วิตามินเอหรือเรตินอล : ช่วยผิวภายนอกจึงดูเรียบเนียนขึ้น และริ้วรอยลดลง ทำให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นบนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้จากภายใน เวลาเลือกครีมหน้าใสควรมองหาเจ้าตัวนี้อย่างแรก แต่ต้องระวังนะคะเพราะวิตามินทำให้แสบแดงและไวแดดได้ และไม่ควรทาตอนกลางวันค่ะ
โคเอนไซม์ Q10 : เป็นอาวุธป้องกันและต่อสู้กับริ้วรอยของสาวๆอย่างเราค่ะ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ผิว ตัวนี้มีความปลอดภัยสูง ค่ะ

รับผลิตน้ำดื่มเพราะน้ำเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

เพราะร่างกายมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำถึงร้อยละ 70 อีกทั้งอวัยวะทุกส่วนในร่างกายก็ล้วนแต่มีน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญ เช่น ปอด มีน้ำอยู่เกือบ 90% สมองมีน้ำอยู่ 75% เป็นต้น ซึ่งน้ำที่ว่านี้จะเข้าไปทำหน้าที่หลายๆอย่าง เช่น ช่วยย่อยอาหาร ละลายสารอาหารและออกซิเจน เพื่อขนส่งไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ ทำให้เลือดไหลเวียน ละลายสารพิษต่างๆ เพื่อขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้น้ำยังทำให้ข้อเคลื่อนไหวสะดวก ช่วยกันการกระทบกระแทกของอวัยวะต่างๆ ด้วย ถ้าหากร่างกายขาดน้ำเมื่อไหร่ก็จะส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายทั้งสิ้น ตั้งแต่ระบบการลำเลียงอาหารและออกซิเจน การกำจัดของเสีย ระบบขับถ่ายก็จะไร้ประสิทธิภาพ และจะเสียชีวิตได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน และถ้าขาดน้ำเรื้อรัง (Chronic Dehydration) คือ ดื่มน้ำไม่เพียงพอเป็นประจำทุกวันก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้

ดังนั้นน้ำดื่มจึงยังเป็นที่ต้องการสำหรับผู้บริโภคอยู่เสมอ ประกอบกับสมัยนี้เป็นยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับการดูแลเรื่องอาหารการกินมากขึ้น คำนึงความสะอาด คำนึงถึงคุณค่า สารอาหารที่จะได้รับจากอาหารและเครื่องดื่มที่เลือกรับประทานมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เมื่อครั้งประสบอุทกภัยปี 2554 ที่ยังเป็นฝันร้ายคอยหลอกหลอนให้ผู้บริโภคไม่อาจวางใจกับความสะอาดของน้ำประปา แม้ว่าจะมีการโฆษณาย้ำนักย้ำหนาว่า “น้ำประปาสะอาดดื่มได้” ก็ตาม จึงไม่แปลกใจเลยที่ธุรกิจรับผลิตน้ำดื่มจะเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ มีผู้ประกอบการหน้าใหม่ๆ หันมาจับทางธุรกิจนี้ จนเกิดแบรนด์น้ำดื่มหลากหลายตัวเลือกเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภค

ปัจจัยในการประกอบธุรกิจรถรับจ้าง

ธุรกิจ “รถรับจ้าง” คือ ธุรกิจที่ให้บริการรถเช่าเหมาคัน (มักเป็นรถตู้หรือรถกระบะ) พร้อมคนขับแก่ลูกค้า เพื่อบริการนำเที่ยว หรือเพื่อขนย้ายสิ่งของเช่น เช่ารถตู้จาก กรุงเทพฯ ไปไหว้พระตามวัดที่จังหวัดอยุธยา เช่ารถกระบะรับจ้างขนของย้ายบ้าน ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ลูกค้าต้องการก็คือ “ความปลอดภัย” ในการให้บริการนั่นเอง

ปัจจัยในการประกอบธุรกิจรถรับจ้าง

สภาพรถ
รถรับจ้างโดยเฉพาะรถตู้ควรมีสภาพ ที่ปลอดภัยมีการตรวจเช็คสภาพรถก่อนให้ บริการอยู่เสมอ

คนขับรถ
ควรพักผ่อนอย่างเพียงพอ ขับรถด้วย ความปลอดภัย ใช้ความเร็วที่เหมาะสมปฏิบัติตามกฎจราจร และให้บริการอย่าง- สุภาพ นอกจากนี้ คนขับรถควรเป็นผู้ที่รู้จัก เส้นทางเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากต้องขับรถขึ้นลงเขา

ราคา
มักเป็นราคาเหมาต่อวันตามระยะทาง ที่ลูกค้าว่าจ้าง ทั้งนี้ราคาดังกล่าวมักไม่รวม ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งลูกค้าจะต้องเป็นผู้จ่าย เอง

5 วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้โซเชียลมีเดียของแบรนด์มียอดไลค์เยอะ

เราจะใช้“จิตวิทยา”เพิ่มยอดไลค์ คอมเมนท์ แชร์ใน“โซเชียลมีเดีย”ของเราได้อย่างไร?

จะดีกว่านี้หรือไม่ถ้าเรารู้จักใช้จิตวิทยาในการทำการตลาด ยิ่งอยู่ในยุคที่ธุรกิจหันมาทำการตลาดออนไลน์ การประยุกต์จิตวิทยาเพื่อทำคอนเทนต์ให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหันมาสนใจแบรนด์ของเรา จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

และนี่คือ 5 วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้โซเชียลมีเดียของแบรนด์มียอดไลค์เยอะ คอมเมนต์ถล่มทลาย แชร์กระจายในชั่วพริบตา

1. มีรีวิวจากผู้ใช้งาน เพื่อยอดคนเข้าชมเว็บไซต์ได้อีก 50%

เราต้องคอยกระตุ้นเชิญชวนให้สาวกของแบรนด์ได้เขียนและแชร์รีวิวสินค้าหรือตัวแบรนด์ และให้ทุกคนได้เห็นรีวิวบนโซเชียลมีเดียได้ง่ายๆ

เพราะ Social Proof (หรือพูดง่ายๆคือปากที่สาม) เป็นเครื่องมือจิตวิทยาที่ทรงพลังสุดๆในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นรีวิวสินค้าและบริการ ถ้าเจอรีวิวดีๆ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าของเรา หรืออย่างน้อยก็ติดตามช่องทางการสื่อสารและเสพคอนเทนต์ของแบรนด์

ซึ่ง YotPo ได้ศึกษาขั้นตอนในการตัดสินใจของผู้บริโภคใน 500 เว็บไซต์ที่ต่างกัน ก็พบว่ารีวิวจากคนในโซเชียลมีเดีย ทำให้ยอดคนดูเว็บไซต์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอีก 50% ในอีก 3 เดือนต่อมา

แล้วรีวิวจากผู้ใช้งานสินค้าและบริการมันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ?

เพราะถ้าว่ากันตามจิตวิทยาแล้ว รีวิวมีพลังของ “Social Proof” ที่ทำให้คนทำตามๆคนอื่นกัน ถ้าการกระทำนั้นไม่ได้ผิดอะไร คนที่ทำตามคนอื่นมันจะคิดไปเองว่าการการกระทำหรือความเห็นของคนอื่นนั้นเป็นเรื่องปรกติที่ใครๆก็ทำกันทั้งนั้น

ฉะนั้นถ้ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เห็นรีวิวดีๆ ชมแบรนด์ของเรา ก็อยากแชร์คอนเทนต์ ติดตามแฟนเพจ จบด้วยซื้อของของเรา จะว่าไป การติดตามโชเชียลมีเดีย ก็นับว่าเป็นการให้คำมั่นกลายๆว่าต่อไปจะซื้อของจากแบรนด์นั้น

เพราะเวลาที่ใครเห็นด้วยกับเรา ความเห็นของเราก็จะฟังดูน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ถ้าไม่เห็นด้วย ความเห็นเราก็จะดูอ่อนลงทันที

แต่ถ้าอยากให้น่าเชื่อถือมากขึ้น การมีรีวิวต่อว่าสินค้าและบริการของเราบ้างก็ทำให้แบรนด์น่าเชื่อถือมากขึ้นเช่นกัน เพราะไม่มีสินค้าและบริการที่ไหนเพอร์เฟค 100% หรอก ฉะนั้นลืมเรื่องเรทติ้ง 5 ดาวไปได้เลย มันไม่มีอยู่จริงหรอก

2. ต้องสร้างบุคลิกของแบรนด์ เพิ่มผู้ติดตามเป็นล้าน

การที่แบรนด์ของคุณต้องมีมาสคอท หรืออย่างน้อยต้องมี “บุคลิก” ก็เพราะคนจะนึกถึงแบรนด์ได้ง่ายว่าถ้ารู้สึกว่าแบรนด์นั้นเป็นคนที่มีตัวตนจริงๆ ถ้าแบรนด์ทำตัวดีมีคนชอบ ลูกค้าก็มีแนวโน้มที่จะไลค์ คอมเมนต์ แชร์คอนเทนต์ของแบรนด์และซื้อของจากแบรนด์ซึ่งกลายเป็นคนที่ลูกค้าคนนั้นชอบ

ส่วนการสร้างบุคลิกให้แบรนด์ก็ไม่ได้ยาก ขอให้ใช้ภาพทีมงานของเราบนโพสต์ โดยเฉพาะ Cover Pic ของ Facebook อย่าเสียพื้นที่ตรงนี้ไปกับการขายของเด็ดขาด ชื่อแอดมินที่ดูแลเพจควรจะมีชื่อแบรนด์นำหน้าชื่อของแอดมินคนนั้น ถ้าจะใหห้ดีมีมาสคอทสำหรับแบรนด์ด้วย และที่สำคัญที่เจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสคุยกับลุกค้าตัวต่อตัวด้วยชื่อจริงตัวจริง แสดงความจริงใจกันไปเลย

3. ใช้อารมณ์ขันสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตามโชเชียลมีเดีย

แล้วจะทำอย่างไรให้คอนเทนต์ตลกล่ะ? ถ้าเราไม่ใช่พวกตลกมืออาชีพ ก็ไม่ต้องพยายามตลกก็ได้ แต่ของให้คอนเทนต์ของเราซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา พูดถึงเรื่องจริงที่เกิดขึ้น อย่าจริงจังเกินไปนัก สนุกบ้างก็ได้ และให้แฟนเพจมีส่วนร่วมบ้างก็ดี

เพราะเรารู้กันว่า ถ้าเราทำให้ใครขำ สมองคนนั้นจะหลั่งสารเอนโดรฟิน ทำให้คนนั้นมีความสุขและเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อโลกรอบตัว ต่อให้เจอเรื่องแย่แค่ไหนก็ตาม ถ้าคนนนั้นกำลังอารมร์เสีย หงุดหงิดไม่ว่าจากเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าคอนเทนต์ของเราทำให้เขายิ้มได้ หัวเราะได้ เขาก็จะมีความสุขและผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้เขาอารมณ์เสียได้ และนั่นยิ่งทำให้เขากดไลค์ กดแชร์คอนเทนต์ของเรามากขึ้นไปอีก

เหตุผลทางจิตวิทยาก็เข้าใจได้ไม่ยาก ถ้าเราทำอะไรดีๆ (เช่นกดไลค์) สมองของเราก็จะเกิดความลำเอียงต่อเนื่องมากขึ้น (Consistency Bias) การกดไลค์ของเราจะเชื่อมตัวเราเข้าหาแบรนด์ และเราก็มีแนวโน้มที่จะกดไลค์มากขึ้นเรื่อยๆกับแบรนด์เช่นกัน

4. ใช้เทคนิค “Reciprocity” ดัน Engagement เพิ่มยอดขาย 3 เท่า

การให้ของฟรี แล้วเดี๋ยวลูกค้ามาไลค์ คอมเมนต์ แชร์และซื้อของเราเองนั้นจะได้ผลถ้าเราจัดแคมเปญหรือกิจกรรมให้แฟนเพจแย่งชิงรางวัลแข่งกัน เรามักจะเห็นแบรนด์ชอบพูดว่า ถ้าไลค์ คอมเมนต์ใต้โพสต์นี้ หรือแชร์โพสต์นี้ออกไป ก็จะได้รางวัลตามที่สุ่มหรือถูกใจทีมงาน นั่นเป็นเทคนิคจิตวิทยาง่ายๆอย่าง Reciprocity นั่นเอง

แนวคิด Reciprocity ก้ไม่ได้ใหม่อะไรมากมาย มันคือการที่ใครทำดีกับเราแล้ว ลึกๆเราอยากตอบแทน ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม จริงๆแล้วมันเป็นพฤติกรรมที่พัฒนามาทำให้เรามีชีวิตรอดในสมัยที่เราล่าสัตว์แล้วเราแบ่งอาหารกันในแต่ละครั้ง ไม่เช่นนั้นอาจถูกกีดกันออกจากเผ่าและอดตายในที่สุด

แต่ในยุคสังคมออนไลน์ เราคงไม่ถึงกับต้องล่าสัตว์หาของกินมาให้ผู้บริโภคหรอก ขอแค่ให้ของฟรีกับแฟนๆที่น่ารัก เขียนจดหมายขอบคุณที่คอยกดไลค์ คอยคอมเมนต์อยู่บ่อยๆ คอยคอมเมนต์ แชร์คอนเทนต์ของแฟนๆและแทคไป และเซอร์ไพรส์แฟนๆด้วยของชำร่วยเก๋ๆไม่ว่าจะเป็นเสื้อ หรือหมวก ก็ได้

5. อยากได้แชร์เยอะๆ ก็ต้องพึ่งผู้มีอิทธิพลออนไลน์ให้ช่วยแชร์

จะให้ผู้มีอิทธิพลออนไลน์ช่วยโปรโมทแบรนด์ของเรา ก่อนอื่นเราต้องเลือกคนที่ “ใช่” ก่อน ซึ่งต้องเป็นที่เกี่ยวกับวงการธุรกิจของเรา หรือตลาดของเรา คนนั้นต้องมีคนมีไลค์ คอมเมนต์ แชร์เยอะพอสมควร มีลิสต์อีเมลของแฟนๆ มีบล็อกหรือเว็บไซต์

ซึ่งเราต้องให้ผู้มีอิทธิพลให้ถูกกับเป้าหมายธุรกิจและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ใช่ด้วย ถึงจะทำให้ยอดผู้ชมเว็บไซต์มากขึ้นได้ การจ้างผู้มีอิทธิผลช่วยแชร์คอนเทนต์ของเราจะสร้างผลทางจิตวิทยาที่เรียกกันว่า “Halo Effect” หรือทำให้คนเกิดความลำเอียงขึ้นมา ทำให้เราตัดสินความเห็นของคนๆหนึ่งจากความประทับใจ ที่เรามีต่อเขา ถ้าเราชอบ เราชื่นชมเขา เราก็มีแนวโน้มใส่ใจสิ่งที่เขาพูดมากขึ้น

การใช้ผู้มีอิทธิพลออนไลน์ช่วยแชร์คอนเทนต์ของเรายังสร้างผลทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Implicit Egotism” ด้วย เพราะจิตใต้สำนึกลึกๆของเราแล้ว เราจะตอบสนองที่ทางบวกกับอะไรก็ตามที่ทำให้เรานึกถึงตัวเอง ถึงแม้ว่าจะดูไม่มีเหตุผลเลยก็ตาม

เรามักจะให้ค่ากับความเห็นของคนอื่นที่คล้ายกับเรา เรามีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับผู้มีอิทธิพลที่เราติดตามและทำตามด้วย

แหล่งที่มา : https://blog.hootsuite.com/social-media-psychology/

ทุนในการรับจดทะเบียนตอนเปิดบริษัท

ทุนจดทะเบียนบริษัท ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ว่า บริษัทจำกัด มีลักษณะดังนี้

ต้องมีผู้ร่วมทุนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป (เมื่อก่อน 7 คน เดี๋ยวนี้เหลือ 3 ก็จดได้แล้ว)

แบ่งทุนออกเป็นหุ้น มีมูลค่าหุ้นละเท่าๆกัน (เช่นเราคิดว่าจะลงทุนทำธุรกิจที่เราต้องการใช้ทุนซัก 1 ล้านบาท ก็อาจจะแบ่งทุนเป็นหุ้น เช่น ตั้งมูลค่าหุ้น หุ้นละ 10 บาทก็ได้ 100,000 หุ้น,หรือหุ้นละ 100 บาท ก็ได้ 10,000 หุ้น เป็นต้น) เมื่อมีผู้ซื้อหุ้นครบ ก็จะได้เงินมา 1 ล้านบาทเป็นต้น

ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงเงินค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ (ถ้าส่งครบหมดแล้ว ก็ไปเอาผิดกับบริษัทอย่างเดียว) เช่น หุ้นมูลค่า 100 บาท เราซื้อไว้ซัก 2,000 หุ้น จริงๆต้องส่งเงินรวม 200,000 บาท แต่เราส่งไปก่อน 100,000 บาท ดังนั้นเราต้องรับผิดชอบอีก 100,000 บาท

มูลค่าของหุ้นๆ หนึ่งนั้น ต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท(แต่ส่วนใหญ่เขาจะไม่จดกันเพราะค่าของเงิน 5 บาท ต่ำไป) ส่วนใหญ่มีมูลค่า 10 บาท,100 บาท,1,000 บาท

หุ้นนั้นแบ่งแยกไม่ได้ เช่น หุ้นหนึ่งมีมูลค่า 100 บาท จะแยกออก เป็น 50 บาท 2 กองไม่ได้

ชำระค่าหุ้นนั้นต้องไม่ต่ำกว่า 25% หรือจะชำระเต็มก็ได้ เช่น จดทะเบียนทุน 1 ล้าน แบ่งเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ในช่วงแรกๆ เราอาจจะไม่ใช้เงินมาก เราก็เรียกเก็บเงินค่าหุ้นก่อน 25 บาทต่อหุ้น ดังนั้นผู้ที่ซื้อหุ้นแล้ว ก็ต้องจ่ายค่าหุ้นละ 25 บาท ทั้งหมด 10,000 หุ้น ก็ได้เงินรวมทั้งหมด 250,000 บาท เป็นต้น (นี่ก็เป็นประโยชน์กับทางบัญชีบริษัทด้วย เพราะถ้าบอกว่า ชำระเต็มจำนวน ก็จะได้เงินทั้งหมด 1 ล้าน ที่นี้ถ้ามีการตรวจสอบขึ้นมาให้แสดงบัญชี ปรากฎว่า เงินฝากธนาคารของบริษัท มีเงินเพียง 3 แสนบาท ก็ต้องถือว่ามีเงินสดถืออยู่อีก 7 แสน แล้วอีก 7 แสนละอยู่ที่ไหน ถ้าคุณไม่สามารถแสดงให้ดูได้ ก็เกิดปัญหาทางบัญชีทันที

จะเห็นได้ว่า ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ แค่ 15 บาท (3 คน คนละ 5 บาท) ก็สามารถจดทะเบียนบริษัทได้แล้ว แต่นั่นแหละบริษัทที่จดทะเบียนทุนเพียง 15 บาท ใครจะค้าขายหรือทำธุรกิจกับคุณด้วยเล่า เช่น บริษัทกำลังก้าว จำกัด จดทะเบียนทุน 15 บาท (ก็เหมือนคนที่มีเงินอยู่ 15 บาท) จะไปซื้อของที่มีราคา 25 บาท คุณก็ไปซื้อของไม่ได้ คนขายก็ไม่อยากขายให้ หรือ ถ้าบริษัทจดทะเบียนทุน 5 แสนบาท แต่ไปรับงานรับเหมาก่อสร้าง 5 ล้านบาท เขาก็อาจจะไม่ให้งานกับคุณ เพราะถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมา บริษัทฯ รับผิดชอบแค่ 5 แสนบาทเอง เป็นต้น
เมื่อเราได้ข้อมูลเรื่อง “ทุน” แล้ว เราก็เอาข้อมูลนี้ไปจดทะเบียน จึงเรียกว่า “ทุนจดทะเบียน”

ลังพลาสติกยานยนต์ – ประโยชน์ที่ธุรกิจคุณจะได้รับ

ลดต้นทุนการจัดการให้น้อยที่สุด – กล่องพลาสติกยานยนต์ของเชพนั้น มีการออกแบบให้เป็นไปตามมาตรฐานช่วยให้สามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์พื้นฐานอาทิ ช่องเสียบพาเลท (pallet jacks) และ forklift
• เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กล่องพลาสติกยานยนต์เต็มขนาดนั้นเหมาะสำหรับกระบวนการผลิตแบบอัตโนมัติ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆในคลังสินค้า
• มีพร้อมใช้ on-demand ตามการวางแผนเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีความล่าช้าเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตในช่วงงานมากหรือช่วงเร่งด่วน
• ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน ด้วยการผลิตที่แข็งแรงทนทานเพื่อให้สามารถทนต่อชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์หนัก ๆ ได้
• ลดต้นทุนการจัดเก็บเนื่องจาก กล่องพลาสติกเปล่านั้นสามารถนำไปวางซ้อนกันได้สูงบนพื้นที่แข็งแรงและเรียบเสมอกัน
• มีตัวเลือกสำหรับอุปกรณ์เสริมสำหรับชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ยากในการจัดเก็บและขนส่งอย่างปลอดภัยบนลังพลาสติก

สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาก่อนซื้อเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ

** จำนวนผ้าที่ซัก **

เครื่องทุกรุ่นจะบอกปริมาณเสื้อผ้าที่สามารถซักได้ในแต่ละครั้งเป็นหน่วยกิโลกรัม (เสี้อผ้าแห้ง) โดยปกติแล้วจะอยู่ที่ 5 – 10 กิโลกรัม หรืออาจมากกว่า ทั้งนี้ บ้านที่มีผู้อาศัยประมาณ 4 คนจะมีเสื้อผ้าประมาณ 6 – 8 กิโลกรัมต่อการซัก 1 ครั้ง ถ้าคุณอาศัยอยู่เพียง 1 – 2 คนก็อาจเลือกรุ่นที่ซักผ้าได้น้อยกว่า ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าด้วย

** รอบที่ใช้หมุนในการปั่นหมาด **

เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญจะระบุรอบที่ใช้ในการหมุนปั่นหมาด (บางยี่ห้ออาจเรียกว่า ‘ปั่นแห้ง’) เป็นจำนวนรอบต่อนาที ซึ่งจะมีตั้งแต่ 500 – 1,000 รอบต่อนาทีหรือมากกว่า โดยปกติแล้ว ถ้าจำนวนรอบยิ่งสูง การปั่นหมาดจะทำให้มีปริมาณน้ำในเสื้อน้อยกว่า ซึ่งเมื่อตากแล้วผ้าจะแห้งเร็วกว่า อย่างไรก็ตาม หากใช้รอยการปั่นสูงมากจะทำให้เสื้อผ้าเสียเร็ว โดยเฉพาะเสื้อยืด และกินไฟมากกว่า ดังนั้น รอบการปั่นทั่วไปควรเป็น 500 – 700 รอบต่อนาที

** โปรแกรมการซัก **

เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญแต่ละยี่ห้อมีโปรแกรมการซักแตกต่างกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วแทบทุกรุ่นจะสามารถทำโปรแกรมที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้ ดังนี้
1.โปรแกรมซักปกติ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ การซักด้วยผลซักฟอก การซักน้ำ 2 ครั้ง และการปั่นแห้ง
2.โปรแกรมซักผ้าปกติมาก จะเพิ่มอีก 1 ขั้นตอน คือ การซักก่อน 1 ครั้งโดยใช้ผงซักฟอก และจากนั้นจะทำตามโปรแกรมปกติ
3.โปรแกรมซักผ้าสังเคราะห์ หรือผ้าซักเบา ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน แต่อาจมีการซักน้ำเพียง 1 ครั้ง และการปั่นแห้งที่ใช้รอบการปั่นที่ต่ำ ควรใช้น้ำยาซักแห้ง

** แผงควบคุมการทำงาน **

อาจมีแผงควบคุมการทำงานเป็นระบบ ‘ดิจิตอล’ หรือมีดวงไฟแสดงสถานะการซักของเครื่อง และการเลือกโปรแกรมการซักต่างๆ เป็นแบบปุ่มกดแบบไฟฟ้า หรือแบบสัมผัส โดยบางรุ่นจะใช้แบบปุ่มหมุนหรือปุ่มกดเพื่อเลือกโปรแกรมการทำงานของเครื่อง ซึ่งพบว่าปุ่มกดทั้ง 2 แบบไม่ม่ความแตกต่างกัน แต่ถ้าเป็นเรา เราจะเลือกซื้อแบบที่ไม่เป็นดิจิตอล เนื่องจากเครื่องซักผ้าต้องสัมผัสกับน้ำ อาจมีน้ำกระเด็นไปโดนหรือเข้าไปในปุ่มต่างๆ ปุ่มที่เป็นไฟฟ้าจะเสียง่าย นอกจากนี้ เครื่องซักผ้าที่ควบคุมการทำงานโดยระบบดิจิตัลลจะมีราคาแพงกว่าด้วย

** ระบบระบายน้ำของเครื่อง **

เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญฝาบน ส่วนใหญ่จะมีระบบระบายน้ำที่ไม่มีปัมพ์น้ำ ทำให้ผู้ใช้ต้องวางสายยางน้ำราบลงกับพื้น เพื่อที่จะให้เครื่องซักผ้าทำงานได้ แต่สำหรับเครื่องซักผ้าแบบฝาหน้าจะมีระบบปัมพ์ ดังนั้น ผู้ซื้อจึงต้องพิจารณาให้ดีว่าจะตั้งเครื่องซักผ้าที่ไหน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในอาคารชุด

** เครื่องซักผ้าและอบผ้าในเครื่องเดียวกัน **

เครื่องซักผ้าแบบนี้ ผู้ใช้สามารถใส่ผ้าลงซักและนำผ้าสะอาดออกมารีดได้เลย โดยไม่ต้องตาก ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ แต่มีข้อเสียคือกินไฟฟ้ามากและใช้เวลาทำงานนาน สำหรับประเทศไทยที่มีแดดตลอดปี เครื่องซักผ้าประเภทนี้จึงไม่ค่อยมีความจำเป็น และยังมีราคาที่แพงมากอีกด้วย

ความหมายของโซล่าเซลล์

โซล่าเซลล์ หรือ PV มีชื่อเรียกกันไปหลายอย่าง เช่น เซลล์แสงอาทิตย์ เซลล์สุริยะ หรือเซลล์ photovoltaic ซึ่งต่างก็มีที่มาจากคำว่า Photovoltaic โดยแยกออกเป็น photo หมายถึง แสง และ volt หมายถึง แรงดันไฟฟ้า เมื่อรวมคำแล้วหมายถึง กระบวนการผลิตไฟฟ้าจากการตกกระทบของแสงบนวัตถุที่มีความสามารถในการเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง แนวความคิดนี้ได้ถูกค้นพบมาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1839 แต่เซลล์แสงอาทิตย์ก็ยังไม่ถูกสร้างขึ้นมา จนกระทั่งใน ปี ค.ศ. 1954 จึงมีการประดิษฐ์เซลล์แสงอาทิตย์ และได้ถูกนำไปใช้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานให้กับดาวเทียมในอวกาศ เมื่อ ปี ค.ศ. 1959 ดังนั้น สรุปได้ว่า เซลล์แสงอาทิตย์ คือ สิ่งประดิษฐ์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ เช่น ซิลิคอน (Silicon), แกลเลี่ยม อาร์เซไนด์ (Gallium Arsenide), อินเดียม ฟอสไฟด์ (Indium Phosphide), แคดเมียม เทลเลอไรด์ (Cadmium Telluride) และคอปเปอร์ อินเดียม ไดเซเลไนด์ (Copper Indium Diselenide) เป็นต้น ซึ่งเมื่อได้รับแสงอาทิตย์โดยตรงก็จะเปลี่ยนเป็นพาหะนำไฟฟ้า และจะถูกแยกเป็นประจุไฟฟ้าบวกและลบเพื่อให้เกิดแรงดันไฟฟ้าที่ขั้วทั้งสองของเซลล์แสงอาทิตย์ เมื่อนำขั้วไฟฟ้าของเซลล์แสงอาทิตย์ต่อเข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสตรง กระแสไฟฟ้าจะไหลเข้าสู่อุปกรณ์เหล่านั้น ทำให้สามารถทำงานได้

เทคนิคการสร้างสติ๊กเกอร์ให้โดนใจ

การสร้างสติ๊กเกอร์คือการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์กับ Viber ตลอดทั้งกระบวนการ เริ่มด้วยการระบุธีมสติ๊กเกอร์และแบรนด์ส่งร่างสติ๊กเกอร์ให้ Viber อนุมัติ ระหว่างนั้น Viber จะคอยให้คำแนะนำว่าจะพัฒนาสติ๊กเกอร์ไปทางไหน หลังจากส่งสติ๊กเกอร์ออกไปแล้ว Viber จะคอยรายงานผลงานให้แบรนด์รับทราบคือ ยอดดาวน์โหลด ยอดการส่ง และยอดผู้ใช้ที่เห็นสติ๊กเกอร์

1.เป็นคำพูดแทนใจ

ดีไซเนอร์หลายคนมักคิดว่าตัวภาพสามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีข้อความประกอบ ขอบอกว่าเรื่องนั้นไม่จริงเลย ง่ายๆ คือรูปภาพที่เราคิดว่าชัดเมื่อไปอยู่ในสายตาผู้ใช้มันอาจเปลี่ยนเป็นอีกความหมายหนึ่งได้ทันทีดังนั้นการมีข้อความประกอบเพื่อบ่งบอกว่าสติ๊กเกอร์นี้ใช้ในสถานการณ์ไหน รัก หยอก เหงา คิดถึง เป็นอะไรที่จำเป็นมาก (รวมทั้งต้องคิดด้วยว่าคนจะใช้สติ๊กเกอร์ส่งความรู้สึกอะไรบ้าง)

2.สติ๊กเกอร์ไม่ใช่โฆษณา

อย่ายัดเยียดตัวผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ลงไปในสติ๊กเกอร์ตรงๆ เพราะมันไม่ใช่โปรชัวร์หรือโฆษณา เน้นที่ความสนุกสนานและอารมณ์ดี ทางเลือกที่ดีคือการนำมาสคอทของแบรนด์โดดๆ มาทำอิริยาบถต่างๆ โดยไม่พูดถึงตัวแบรนด์เลยเพราะถ้าทุกคนใช้และจดจำมาสคอทได้เดี๋ยวก็จะจดจำแบรนด์ได้ไปโดยปริยาย

3.สร้างเรื่องราวให้แก่สติ๊กเกอร์

การสร้างสติ๊กเกอร์ก็เหมือนการเขียนตัวละครในนิยาย พวกมันต้องมีนิสัย ความชอบความเกลียด เอกลักษณ์เฉพาะตัวเพื่อให้ผู้ใช้ “อิน” กับการใช้พวกมัน ที่สำคัญนอกจากจะกำหนดลักษณะของสติ๊กเกอร์แล้วการประชาสัมพันธ์ลักษณะสติ๊กเกอร์เหล่านั้น เช่น ในเพจของแบรนด์ หรือในคลิปโฆษณาอื่นๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

เรียนภาษาอังกฤษ ขอนแก่นไปทำไม

หลายๆคนที่ไม่อยากเรียนภาษาอังกฤษก็จะมีข้ออ้างกันออกไป บ้างก็อ้างว่าไม่ใช่ภาษาแม่ บ้างก็บอกว่างานที่ทำไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ10 เหตุผลที่ว่า ทำไมทุกคนควรจะเรียนภาษาอังกฤษ ขอนแก่น

แต่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้โลกมันเล็กลงกว่าเดิมไปมาก การเรียนรู้ภาษาอังกฤษจะช่วยเปิดโลกให้กับเรา และเปิดโอกาสในชีวิตของเราให้มีมากขึ้น เรามาดูกันดีกว่าครับว่า 10 เหตุผลที่ว่าทำไมทุกคนควรจะเรียนภาษาอังกฤษ นั้นมีอะไรบ้าง

1. ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ทั่วโลก เมื่อคนเชื้อชาติมาอยู่รวมกัน มักจะสนทนาด้วยภาษากลาง(ภาษาสากล) ซึ่งก็คือภาษาอังกฤษ นั่นเอง

2. ในเมื่อภาษาอังกฤษมันยาก แล้วจะเรียนไปทำไม? นั่นก็เพราะการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง จะทำให้เพื่อนๆมีโอกาสในการทำงานมากขึ้นจากทั่วโลก

3. ถ้าไม่นับประเทศจีน ประเทศสหรัฐอเมริกายังคงเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และภาษาอังกฤษก็เป็นภาษาที่ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

4. ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่พูดกันมาก เนื่องจากการขยายตัวของสหราชอาณาจักรในช่วงยุคล่าอาณานิคม คนในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์, แคนาดา, บางส่วนของแอฟริกา, อินเดียและอีกหลายประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กก็พูดภาษาอังกฤษได้ และภาษาอังกฤษก็กลายเป็นเป็นภาษาที่สองของประเทศเยอรมนี, นอร์เวย์, สวีเดน, เดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์

5. เหตุผลที่ว่าทำไมภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่สำคัญ นั่นก็เพราะเเป็นภาษาที่ใช้ในวงการวิทยาศาสตร์ถ้าหากอยากเอาดีในด้านวิทยาศาสตร์ ก็ต้องเก่งภาษาอังกฤษด้วย

6. ถ้าเทียบตามจำนวนพยัญชนะแล้วกับภาษาอื่นๆแล้ว ตัวอักษรภาษาอังกฤษถือว่ามีน้อย จึงทำให้เรียนรู้ได้ง่ายกว่าหลายๆภาษา

7. ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ นั่นก็หมายความว่าเราจะมีอิสระในการดูหนังมากขึ้น โดยไม่ต้องลำบากรอพากษ์ไทยหรือซับไทยนั่นเอง

8. ในหลายๆประเทศ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มาคนอยู่หลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาที่ใช้พูดได้ทันที โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ฟังจะเป็นชนชาติไหน ผิวสีอะไร หรือพื้นฐานเป็นอย่างไง

9. คนที่รู้ภาษาอังกฤษสามารถที่จะถ่ายทอดความรู้แก่คนอื่นๆได้ หรือสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่รู้ภาษาอังกฤษ ก็จะสามารถสอนภาษาอังกฤษแก่ลูกๆได้

10. การพูดภาษาอังกฤษจะมีโอกาสได้รับเงินเดือนมากกว่าคนที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว คนที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษจะหางานยากขึ้น การเรียนภาษาอังกฤษจะเปิดโอกาสทางอาชีพและเพิ่มมาตรฐานของการใช้ชีวิตของเราเอง