กูเกิลเปิดตัว Google Play Protect บริการความปลอดภัยครบวงจรสำหรับ Android

กูเกิลเปิดตัวบริการความปลอดภัยแบรนด์ Google Play Protect สำหรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ Google Play

กูเกิลมีบริการความปลอดภัยหลายอย่างบน Google Play มานานแล้ว เช่น การสแกนหาแอพอันตรายที่ติดตั้งอยู่ภายในเครื่องแล้วลบออกให้อัตโนมัติ และบริการตามหาเครื่อง-ควบคุมจากระยะไกล Find My Device เป็นต้น

คราวนี้กูเกิลนำบริการเหล่านี้มาจัดเป็นชุดรวมกันให้เห็นชัดๆ ภายใต้แบรนด์ Protect เพื่อให้ผู้ใช้เห็นการทำงานของระบบความปลอดภัยมากขึ้น อย่างใน Play Store เองก็จะแสดงสถานะการสแกนเหมือนกับที่เราเห็นในโปรแกรมแอนตี้ไวรัสทั่วไป

ผู้ที่ใช้งาน Google Play อยู่แล้วจะได้รับการคุ้มครองจาก Google Play Protect โดยอัตโนมัติ

ที่มา – Google

Facebook บอกเราว่าคนซื้อของผ่านมือถือมากขึ้น

ปี 2017 นับเป็นอีกปีที่มือถือเป็นส่วนหนึ่งของการช็อปปิ้งไปแล้วโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันหยุด ธุรกรรมออนไลน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 55 ทุกๆปี และร้อยละ 51 เกินขึ้นบนมือถือ

และจากการสำรวจของ Facebook บอกเราว่าคนซื้อของผ่านมือถือมากขึ้นโดยเฉพาะช่วง 2-3 ทุ่ม บางทีเป็นช่วงที่ดูโทรทัศน์อยู่ก็ได้ ซื้อของผ่านโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์น้อยลง แต่จะเยอะในช่วง 4-5 ทุ่มซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่คนเปิดคอมพิวเตอร์ก่อนนอน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความหมายอย่างไรกับนักการตลาด เราต้องรับมืออย่างไรถึงจะหยุดนิ้วโป้งของขาช็อปออนไลน์ได้?

เพราะมือถือติดตัวเราตลอดเวลา

แม้แต่เราอยู่ตรงหน้าชั้นวางของในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้า เราใช้มันหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่เรากำลังจะใช้ เทียบราคา ดูว่ามีของเหลือในร้านหรือไม่

นักช็อปปิ้งใช้มือถือกันทุกวันอยู่แล้ว มือถือจึงเป็นเครื่องมือไว้ใช้หาข้อมูล อ่านรีวิวสินค้าและบริการก่อนซื้อ เทียบราคาของแต่ละสินค้า แต่ละแบรนด์ และซื้อของได้ทุกที่ทุกเวลารวมถึงไปซื้อที่ร้านด้วย ปัจจุบันการช็อปปิ้งกว่าร้อยละ 45 เกินขึ้นบนมือถือ ยิ่งถ้าเป็นพวกมิลเลนเนี่ยมก็จะช็อปปิ้งบนมือถือร้อยละ 57 และครึ่งหนึ่งก็ซื้อของบนมือถือจริงๆ

มือถือทำให้พฤติกรรมของคนสามารถช็อปได้ตลอดเวลา กว่าร้อยละ 38 ของขาช็อป จากการสำรวจของ Facebook บอกว่าสามารถซื้อของผ่านมือถือได้มากกว่าไปช็อปที่ห้างร้านเสียอีก

5 วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้โซเชียลมีเดียของแบรนด์มียอดไลค์เยอะ

เราจะใช้“จิตวิทยา”เพิ่มยอดไลค์ คอมเมนท์ แชร์ใน“โซเชียลมีเดีย”ของเราได้อย่างไร?

จะดีกว่านี้หรือไม่ถ้าเรารู้จักใช้จิตวิทยาในการทำการตลาด ยิ่งอยู่ในยุคที่ธุรกิจหันมาทำการตลาดออนไลน์ การประยุกต์จิตวิทยาเพื่อทำคอนเทนต์ให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหันมาสนใจแบรนด์ของเรา จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

และนี่คือ 5 วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้โซเชียลมีเดียของแบรนด์มียอดไลค์เยอะ คอมเมนต์ถล่มทลาย แชร์กระจายในชั่วพริบตา

1. มีรีวิวจากผู้ใช้งาน เพื่อยอดคนเข้าชมเว็บไซต์ได้อีก 50%

เราต้องคอยกระตุ้นเชิญชวนให้สาวกของแบรนด์ได้เขียนและแชร์รีวิวสินค้าหรือตัวแบรนด์ และให้ทุกคนได้เห็นรีวิวบนโซเชียลมีเดียได้ง่ายๆ

เพราะ Social Proof (หรือพูดง่ายๆคือปากที่สาม) เป็นเครื่องมือจิตวิทยาที่ทรงพลังสุดๆในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นรีวิวสินค้าและบริการ ถ้าเจอรีวิวดีๆ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าของเรา หรืออย่างน้อยก็ติดตามช่องทางการสื่อสารและเสพคอนเทนต์ของแบรนด์

ซึ่ง YotPo ได้ศึกษาขั้นตอนในการตัดสินใจของผู้บริโภคใน 500 เว็บไซต์ที่ต่างกัน ก็พบว่ารีวิวจากคนในโซเชียลมีเดีย ทำให้ยอดคนดูเว็บไซต์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอีก 50% ในอีก 3 เดือนต่อมา

แล้วรีวิวจากผู้ใช้งานสินค้าและบริการมันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ?

เพราะถ้าว่ากันตามจิตวิทยาแล้ว รีวิวมีพลังของ “Social Proof” ที่ทำให้คนทำตามๆคนอื่นกัน ถ้าการกระทำนั้นไม่ได้ผิดอะไร คนที่ทำตามคนอื่นมันจะคิดไปเองว่าการการกระทำหรือความเห็นของคนอื่นนั้นเป็นเรื่องปรกติที่ใครๆก็ทำกันทั้งนั้น

ฉะนั้นถ้ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เห็นรีวิวดีๆ ชมแบรนด์ของเรา ก็อยากแชร์คอนเทนต์ ติดตามแฟนเพจ จบด้วยซื้อของของเรา จะว่าไป การติดตามโชเชียลมีเดีย ก็นับว่าเป็นการให้คำมั่นกลายๆว่าต่อไปจะซื้อของจากแบรนด์นั้น

เพราะเวลาที่ใครเห็นด้วยกับเรา ความเห็นของเราก็จะฟังดูน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ถ้าไม่เห็นด้วย ความเห็นเราก็จะดูอ่อนลงทันที

แต่ถ้าอยากให้น่าเชื่อถือมากขึ้น การมีรีวิวต่อว่าสินค้าและบริการของเราบ้างก็ทำให้แบรนด์น่าเชื่อถือมากขึ้นเช่นกัน เพราะไม่มีสินค้าและบริการที่ไหนเพอร์เฟค 100% หรอก ฉะนั้นลืมเรื่องเรทติ้ง 5 ดาวไปได้เลย มันไม่มีอยู่จริงหรอก

2. ต้องสร้างบุคลิกของแบรนด์ เพิ่มผู้ติดตามเป็นล้าน

การที่แบรนด์ของคุณต้องมีมาสคอท หรืออย่างน้อยต้องมี “บุคลิก” ก็เพราะคนจะนึกถึงแบรนด์ได้ง่ายว่าถ้ารู้สึกว่าแบรนด์นั้นเป็นคนที่มีตัวตนจริงๆ ถ้าแบรนด์ทำตัวดีมีคนชอบ ลูกค้าก็มีแนวโน้มที่จะไลค์ คอมเมนต์ แชร์คอนเทนต์ของแบรนด์และซื้อของจากแบรนด์ซึ่งกลายเป็นคนที่ลูกค้าคนนั้นชอบ

ส่วนการสร้างบุคลิกให้แบรนด์ก็ไม่ได้ยาก ขอให้ใช้ภาพทีมงานของเราบนโพสต์ โดยเฉพาะ Cover Pic ของ Facebook อย่าเสียพื้นที่ตรงนี้ไปกับการขายของเด็ดขาด ชื่อแอดมินที่ดูแลเพจควรจะมีชื่อแบรนด์นำหน้าชื่อของแอดมินคนนั้น ถ้าจะใหห้ดีมีมาสคอทสำหรับแบรนด์ด้วย และที่สำคัญที่เจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสคุยกับลุกค้าตัวต่อตัวด้วยชื่อจริงตัวจริง แสดงความจริงใจกันไปเลย

3. ใช้อารมณ์ขันสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตามโชเชียลมีเดีย

แล้วจะทำอย่างไรให้คอนเทนต์ตลกล่ะ? ถ้าเราไม่ใช่พวกตลกมืออาชีพ ก็ไม่ต้องพยายามตลกก็ได้ แต่ของให้คอนเทนต์ของเราซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา พูดถึงเรื่องจริงที่เกิดขึ้น อย่าจริงจังเกินไปนัก สนุกบ้างก็ได้ และให้แฟนเพจมีส่วนร่วมบ้างก็ดี

เพราะเรารู้กันว่า ถ้าเราทำให้ใครขำ สมองคนนั้นจะหลั่งสารเอนโดรฟิน ทำให้คนนั้นมีความสุขและเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อโลกรอบตัว ต่อให้เจอเรื่องแย่แค่ไหนก็ตาม ถ้าคนนนั้นกำลังอารมร์เสีย หงุดหงิดไม่ว่าจากเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าคอนเทนต์ของเราทำให้เขายิ้มได้ หัวเราะได้ เขาก็จะมีความสุขและผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้เขาอารมณ์เสียได้ และนั่นยิ่งทำให้เขากดไลค์ กดแชร์คอนเทนต์ของเรามากขึ้นไปอีก

เหตุผลทางจิตวิทยาก็เข้าใจได้ไม่ยาก ถ้าเราทำอะไรดีๆ (เช่นกดไลค์) สมองของเราก็จะเกิดความลำเอียงต่อเนื่องมากขึ้น (Consistency Bias) การกดไลค์ของเราจะเชื่อมตัวเราเข้าหาแบรนด์ และเราก็มีแนวโน้มที่จะกดไลค์มากขึ้นเรื่อยๆกับแบรนด์เช่นกัน

4. ใช้เทคนิค “Reciprocity” ดัน Engagement เพิ่มยอดขาย 3 เท่า

การให้ของฟรี แล้วเดี๋ยวลูกค้ามาไลค์ คอมเมนต์ แชร์และซื้อของเราเองนั้นจะได้ผลถ้าเราจัดแคมเปญหรือกิจกรรมให้แฟนเพจแย่งชิงรางวัลแข่งกัน เรามักจะเห็นแบรนด์ชอบพูดว่า ถ้าไลค์ คอมเมนต์ใต้โพสต์นี้ หรือแชร์โพสต์นี้ออกไป ก็จะได้รางวัลตามที่สุ่มหรือถูกใจทีมงาน นั่นเป็นเทคนิคจิตวิทยาง่ายๆอย่าง Reciprocity นั่นเอง

แนวคิด Reciprocity ก้ไม่ได้ใหม่อะไรมากมาย มันคือการที่ใครทำดีกับเราแล้ว ลึกๆเราอยากตอบแทน ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม จริงๆแล้วมันเป็นพฤติกรรมที่พัฒนามาทำให้เรามีชีวิตรอดในสมัยที่เราล่าสัตว์แล้วเราแบ่งอาหารกันในแต่ละครั้ง ไม่เช่นนั้นอาจถูกกีดกันออกจากเผ่าและอดตายในที่สุด

แต่ในยุคสังคมออนไลน์ เราคงไม่ถึงกับต้องล่าสัตว์หาของกินมาให้ผู้บริโภคหรอก ขอแค่ให้ของฟรีกับแฟนๆที่น่ารัก เขียนจดหมายขอบคุณที่คอยกดไลค์ คอยคอมเมนต์อยู่บ่อยๆ คอยคอมเมนต์ แชร์คอนเทนต์ของแฟนๆและแทคไป และเซอร์ไพรส์แฟนๆด้วยของชำร่วยเก๋ๆไม่ว่าจะเป็นเสื้อ หรือหมวก ก็ได้

5. อยากได้แชร์เยอะๆ ก็ต้องพึ่งผู้มีอิทธิพลออนไลน์ให้ช่วยแชร์

จะให้ผู้มีอิทธิพลออนไลน์ช่วยโปรโมทแบรนด์ของเรา ก่อนอื่นเราต้องเลือกคนที่ “ใช่” ก่อน ซึ่งต้องเป็นที่เกี่ยวกับวงการธุรกิจของเรา หรือตลาดของเรา คนนั้นต้องมีคนมีไลค์ คอมเมนต์ แชร์เยอะพอสมควร มีลิสต์อีเมลของแฟนๆ มีบล็อกหรือเว็บไซต์

ซึ่งเราต้องให้ผู้มีอิทธิพลให้ถูกกับเป้าหมายธุรกิจและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ใช่ด้วย ถึงจะทำให้ยอดผู้ชมเว็บไซต์มากขึ้นได้ การจ้างผู้มีอิทธิผลช่วยแชร์คอนเทนต์ของเราจะสร้างผลทางจิตวิทยาที่เรียกกันว่า “Halo Effect” หรือทำให้คนเกิดความลำเอียงขึ้นมา ทำให้เราตัดสินความเห็นของคนๆหนึ่งจากความประทับใจ ที่เรามีต่อเขา ถ้าเราชอบ เราชื่นชมเขา เราก็มีแนวโน้มใส่ใจสิ่งที่เขาพูดมากขึ้น

การใช้ผู้มีอิทธิพลออนไลน์ช่วยแชร์คอนเทนต์ของเรายังสร้างผลทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Implicit Egotism” ด้วย เพราะจิตใต้สำนึกลึกๆของเราแล้ว เราจะตอบสนองที่ทางบวกกับอะไรก็ตามที่ทำให้เรานึกถึงตัวเอง ถึงแม้ว่าจะดูไม่มีเหตุผลเลยก็ตาม

เรามักจะให้ค่ากับความเห็นของคนอื่นที่คล้ายกับเรา เรามีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับผู้มีอิทธิพลที่เราติดตามและทำตามด้วย

แหล่งที่มา : https://blog.hootsuite.com/social-media-psychology/

เทคนิคการสร้างสติ๊กเกอร์ให้โดนใจ

การสร้างสติ๊กเกอร์คือการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์กับ Viber ตลอดทั้งกระบวนการ เริ่มด้วยการระบุธีมสติ๊กเกอร์และแบรนด์ส่งร่างสติ๊กเกอร์ให้ Viber อนุมัติ ระหว่างนั้น Viber จะคอยให้คำแนะนำว่าจะพัฒนาสติ๊กเกอร์ไปทางไหน หลังจากส่งสติ๊กเกอร์ออกไปแล้ว Viber จะคอยรายงานผลงานให้แบรนด์รับทราบคือ ยอดดาวน์โหลด ยอดการส่ง และยอดผู้ใช้ที่เห็นสติ๊กเกอร์

1.เป็นคำพูดแทนใจ

ดีไซเนอร์หลายคนมักคิดว่าตัวภาพสามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีข้อความประกอบ ขอบอกว่าเรื่องนั้นไม่จริงเลย ง่ายๆ คือรูปภาพที่เราคิดว่าชัดเมื่อไปอยู่ในสายตาผู้ใช้มันอาจเปลี่ยนเป็นอีกความหมายหนึ่งได้ทันทีดังนั้นการมีข้อความประกอบเพื่อบ่งบอกว่าสติ๊กเกอร์นี้ใช้ในสถานการณ์ไหน รัก หยอก เหงา คิดถึง เป็นอะไรที่จำเป็นมาก (รวมทั้งต้องคิดด้วยว่าคนจะใช้สติ๊กเกอร์ส่งความรู้สึกอะไรบ้าง)

2.สติ๊กเกอร์ไม่ใช่โฆษณา

อย่ายัดเยียดตัวผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ลงไปในสติ๊กเกอร์ตรงๆ เพราะมันไม่ใช่โปรชัวร์หรือโฆษณา เน้นที่ความสนุกสนานและอารมณ์ดี ทางเลือกที่ดีคือการนำมาสคอทของแบรนด์โดดๆ มาทำอิริยาบถต่างๆ โดยไม่พูดถึงตัวแบรนด์เลยเพราะถ้าทุกคนใช้และจดจำมาสคอทได้เดี๋ยวก็จะจดจำแบรนด์ได้ไปโดยปริยาย

3.สร้างเรื่องราวให้แก่สติ๊กเกอร์

การสร้างสติ๊กเกอร์ก็เหมือนการเขียนตัวละครในนิยาย พวกมันต้องมีนิสัย ความชอบความเกลียด เอกลักษณ์เฉพาะตัวเพื่อให้ผู้ใช้ “อิน” กับการใช้พวกมัน ที่สำคัญนอกจากจะกำหนดลักษณะของสติ๊กเกอร์แล้วการประชาสัมพันธ์ลักษณะสติ๊กเกอร์เหล่านั้น เช่น ในเพจของแบรนด์ หรือในคลิปโฆษณาอื่นๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (ตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป) มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสัดส่วนมากถึง 51% จากจำนวนประชากรทั้งหมด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ไทยมีสังคมผู้สูงอายุมากที่สุด

• ในแต่ละ Gen จะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ถึงแม้ว่าค่านิยมร่วมกันส่วนใหญ่จะอยู่ที่ความสัมพันธ์และความผูกพันกันภายในครอบครัวก็ตาม

• Youth เป็นช่วงวัยที่ไร้ความกังวล และมักจะเสาะหาความบันเทิง ความสนุกสนาน จึงทำให้เพื่อนมีความสำคัญกับคนกลุ่มนี้

• Millennial เป็นวัยที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ชอบทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน และมีความรู้เรื่องเทคโนโลยี เป็นกลุ่มที่มีคำพูดติดปากว่า “ไม่มีเวลา” หรือ “เวลาไม่เพียงพอ”

• Gen Y เป็นช่วงวัยที่ชีวิตเริ่มลงตัว ต้องการการเอาใจใส่ดูแล หรือแม้แต่ปรนเปรอตัวเอง

• Gen X เป็นกลุ่มที่มีความเอาจริงเอาจังมากที่สุด มุ่งมั่นและแสวงหาความปลอดภัยในชีวิต พวกเขาจะให้คุณค่ากับครอบครัว และใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเสมอ

• Silver Haired เป็นวัยที่เต็มไปด้วยความสุขุม และเงียบสงบ มีความสุขกับช่วงชีวิตวัยเกษียณและครอบครัว ชอบใช้เวลาไปกับความบันเทิง และติดต่อผู้อื่นผ่าน Social Media ต่างๆ

เมื่อถามถึงความสุข และความพอใจในชีวิต ค่าเฉลี่ยของคนเอเชียที่พอใจกับชีวิตอยู่ที่ 52% แต่สำหรับคนไทยมากกว่านั้น เพราะผลวิจัยระบุว่า คนไทยพอใจต่อชีวิตในปัจจุบันมากถึง 66% (รวมทุก Gen) แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีความคิดเชิงบวกเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง พอใจในทุกแง่มุมชีวิต โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวและการเป็นที่รู้จักในสังคม

ในทางกลับกัน เรื่องที่คนไทยรู้สึกไม่พอใจมากที่สุด คือ รูปร่าง และอายุที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง, Gen X และกลุ่มผู้สูงอายุ

มิติใหม่แห่งโลกแฟชั่นและนำพาแฟชั่นเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ถือเป็นโปรเจกต์ที่ทำเอาสะเทือนวงการแฟชั่นอยู่ไม่น้อย สำหรับการร่วมมือของ H&M และ Google ในการเปิดบริการแนวใหม่ รับตัดชุดตามกิจวัตรประจำวันของผู้สวมใส่ ผ่านแอพพลิเคชั่น ภายใต้ชื่อโปรเจกต์ว่า Coded Couture เรียกได้ว่าเป็นการเปิดมิติใหม่แห่งโลกแฟชั่นและนำพาแฟชั่นเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวเลยทีเดียว

สำหรับวิธีการใช้บริการนั้น อย่างแรกลูกค้าจะต้องติดตั้งแอพฯ Coded Couture ของ Google ก่อน และจะต้องอนุญาตให้แอพฯเข้าถึงข้อมูลกิจวัตรประจำวันของลูกค้า แล้วก็เลือกว่าต้องการตัดชุดแบบใด ไม่ว่าจะเป็นชุดออกงานทางการ ชุดงานเลี้ยงสังสรรค์ หรือชุดทำงาน

โดยแอพฯดังกล่าว จะทำการบันทึกข้อมูลกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน สถานที่ที่ไป ภูมิอากาศที่อยู่ รวมถึงไลฟ์สไตล์ต่างๆ เพื่อสร้างออกมาเป็นแบบเสื้อที่ตรงกับบุคลิก รูปร่าง ซึ่งจะเก็บข้อมูลเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็จะนำข้อมูลที่ได้ไปประมวลผลและดีไซน์ชุดให้ลูกค้าดู หากลูกค้าชอบก็สามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้เลย

ซึ่งความโดดเด่นของโปรเจกต์นี้ก็อยู่ตรงที่ การแปรเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้แต่ละคนในแต่ละวันมาสู่การตัดเสื้อผ้าแฟชั่นที่สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ส่วนเนื้อผ้า หรืออุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ เช่น เข็มขัดนั้น สามารถเพิ่มเติมได้ หรือระบุวัสดุได้ แต่ระบบของ Google ก็จะเลือกให้จากสภาพอากาศในท้องถิ่นนั้นๆ อยู่แล้ว เพื่อให้ผู้สวมใส่สบายมากที่สุด

Credit : business-insider

อย่ารีบเปิดตัวสตาร์ทอัพของคุณ

สตาร์ทอัพหน้าใหม่มักจะตัดสินใจลำบากเวลาต้องหาลูกค้าที่ชอบลองสินค้าหรือบริการใหม่ๆ โดยเฉพาะเวลาที่ทุนหนุนสตาร์ทอัพนั้นหายากเหลือเกิน กลยุทธ์การตลาดหลายๆอย่างก็ต้องการเงิน แรงและเวลามากน้อยแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็นการทำ SEO, Facebook หรือ Email และจะเจอปัญหาอุปสรรคหินๆอีกเยอะ หากคุณควักเงินของตัวเองลงในสตาร์ทอัพ

แล้วตอนไหนล่ะที่คุณสมควรเปิดตัวสตาร์ทอัพของคุณ? มาถามตัวเองกับ 3 คำถามนี้ก่อน

1. แอปพลิเคชั่น เว็บไซต์ สินค้า และบริการที่คุณมีอยู่นั้น พร้อมหรือยัง?

ดึงความสนใจของลูกค้าให้ได้ ให้เขาหยุดชะงักมาดูมาหยิบจับมาทดลองใช้สินค้าของคุณ ของแจกของฟรี โบรชัวร์ถ้ามีก็ดี แต่ไม่มีวิธีไหนที่ขายสินค้าได้ดีกว่าทดลองใช้ให้ดูอีกแล้ว ต่อให้คุณมีแค่ตัวต้นแบบก็เถอะ เพราะตัวต้นแบบก็ช่วยพิสูจน์สิ่งที่คุณเชื่อในสินค้าของคุณได้หลายๆอย่าง ลูกค้าจะได้สังเกตและลองใช้สินค้าได้ตรงๆ ตัวต้นแบบนี่แหละคือคำถามชั้นดี ช่วยให้คุณรู้ว่าจริงๆแล้วลูกค้าต้องการหรือไม่ต้องการอะไรกันแน่ อะไรที่ลูกค้าคาดหวัง

แต่ถ้าคุณไม่มีอะไรจะอวด หรือสินค้าของคุณมันทำงานไม่ได้ดีพอ งั้นก็อย่าเอาออกมาอวดเลย ไม่คุ้มเงินคุ้มเวลาหรอกถ้าคุณดึงความสนใจของลูกค้าไม่ได้ และยิ่งถ้าคู่แข่งของคุณเอาของออกมาอวดแล้วล่ะก็ คุณมีแต่เสียกับเสีย

2. นำเสนอได้เจ๋งจริงหรือยัง?

สาธิตการใช้สินค้าไปก็เท่านั้น ถ้าไม่นำเสนอได้ดึงดูดใจและมีพลังมากพอที่จะสื่อคุณค่าที่กิจการของคุณเน้นมาตลอด แม้ประโยคเดียวที่คุณพูดออกไปก็สร้างความประทับใจได้ นอกจากสินค้าของคุณจะดีมีจุดเด่นไม่เหมือนใครแล้ว ถ้าคุณนำเสนอว่ามันดีมันเด่นต่างจากคู่แข่งอย่างไรไม่ได้ คุณก็ยังไม่พร้อมที่จะเปิดเปิดตัวสตาร์ทอัพของคุณหรอก ไปทำการบ้านมาก่อนดีกว่า อย่าหน้าแตกต่อหน้าสตาร์ทอัพคู่แข่งเลย

3. พร้อมที่จะทุ่มเวลาให้กับสตาร์ทอัพหรือยัง?

สตาร์ทอัพก็เหมือนธุรกิจทั่วไปที่ต้องหาคนที่มีแนวโน้วจะซื้อสินค้าใช้บริการของเรา หากมีงานแสดงสินค้าหรือบริการในวงการที่สินค้าบริการของคุณเกี่ยวข้อง คุณก็ควรจะไปเปิดตัวที่นั่นด้วย เพราะสื่อต่างๆ นักลงทุน คนอยากลองของใหม่ๆ ก็จะกรูเข้ามาหาคุณ เพียงแค่อยากรู้ว่าคุณจะพูดอะไร คุณแค่อยู่ๆเฉยๆ ทุกคนก็เข้ามาหาแล้ว

แต่ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันที่คุณแสดงสินค้าบริการเพียงวันเดียว คุณต้องคอยติดตามคนพวกนั้นโดยเฉพาะคนที่สนใจสินค้าบริการของเรา และกลุ่มนักลงทุน ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างมาก แต่ผลที่ได้คุ้มค่าแน่นอน แต่ถ้าไม่ได้เวลามากขนาดนั้น ก็เอาเวลาไปทำแคมเปญอย่างอื่นเถอะ หรือจะรอจังหวะที่พร้อมจริงๆจะดีกว่า

งานเปิดตัวของสตาร์ทอัพนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด เพียงแต่ว่าคุณต้องเลือกงานที่เหมาะกับเวลาที่สตาร์ทอัพของคุณพร้อมจะเปิดตัวด้วย

แหล่งที่มา

https://www.techinasia.com/time-exhibit-startup

การทำกลยุทธ์ คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง ที่ถูกต้อง

การทำกลยุทธ์ คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง ที่ถูกต้องนั้นสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีจนน่าตกใจ โดยในปี 2016 ด้วยกระแสที่มาแรงแทบทุกธุรกิจเริ่มหันมาทำการตลาดออนไลน์มากยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจของคุณจะเริ่มวางแผน ปรับแต่ง เพื่อให้ได้ คอนเทนท์ที่ตอบโจทย์กับธุรกิจของคุณที่สุด โดยคำนึงถึงหลักเหล่านี้

อย่ามองคอนเทนท์ เป็นเพียงแค่ตัวหนังสือ

สมัยนี้การใช้บล็อกที่มีแค่ตัวหนังสือไม่อาจตอบสนองความพึงพอใจของผู้บริโภคได้เพียงพออีกต่อไป Infographics, eBooks, vlogs เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าคอนเทนท์ได้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว ซึ่งคุณสามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับกลยุทธ์ของคุณ โดยไม่ยึดติดกับแบบใดแบบหนึ่ง

โดยในปีที่แล้วจำนวนวีดีโอจากผู้ใช้และแบรนด์บนเฟสบุ๊กนั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเกือบ 4 เท่าจากปีก่อน เพราะวีดีโอเป็นสื่อที่แชร์และรับชมได้ง่าย ส่วน Vlog หรือ Video Blog ที่เล่าเรื่องราวในบล็อกผ่านวิดีโอก็เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้นซึ่งคุณสามารถใช้ช่องทางนี้ในการทำการตลาดได้ คอนเทนท์แบบใหม่นี้จึงเป็นสิ่งที่คุณจะต้องเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้นในปี 2016

คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง เป็นช่องทางที่ดีในการนำเสนอให้เห็นว่าแบรนด์ของคุณเป็นมืออาชีพในเรื่องนั้นๆ อย่ากลัวหากต้องแจกข้อมูลที่มีประโยชน์แบบฟรีๆ เพราะถ้าคุณทำมันได้ดี ผู้บริโภคของคุณจะเริ่มรู้สึกไว้วางใจในแบรนด์มากขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพยิ่งขึ้น ผมขอยกตัวอย่าง : เว็บ Market Domination Media ที่คอยอัพเดทข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับเจ้าของธุรกิจ และข้อมูลอื่นๆอีกมากมายโดยไม่เสนอขายสินค้าใดๆในบทความเลย หากผู้อ่านชื่นชอบก็สามารถลงทะเบียนรับข่าวสารจากเว็บไซต์ได้ แต่วิธีในการขายแบบแนบเนียนคือการคิดแบนเนอร์โฆษณาในเว็บไซต์ ซึ่งวิธีนี้จะไม่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าคุณกำลัง ฮาร์ดเซลล์ใดๆเลย

B2C และ B2B ก็เวิร์คสำหรับ คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง

คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง ให้ผลลัพธ์ที่ดี ทั้งธุรกิจแบบ B2B และ B2C ซึ่งมีแนวคิดในการขายที่คล้ายกัน ต่างกันเพียงวิธีที่ใช้

ในธุรกิจ B2C หรือ ธุรกิจแบบบริษัทต่อผู้บริโภคโดยตรงนั้น คอนเทนท์ที่ใช้ควรจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจและสามารถเข้าถึงอารมณ์ผู้บริโภคได้มากกว่า แต่ในธุรกิจ B2B หรือธุรกิจแบบบริษัทต่อบริษัท นั้น สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะเป็นข้อมูลของสินค้านั้นๆในรูปแบบที่น่าสนใจและเข้าใจง่าย

ตัวอย่างของคอนเทนท์สำหรับ B2C คือ เบียร์ Budweider ที่สร้างโฆษณาโดยอาศัยการเล่นคำระหว่าง Poppy love เป็น Puppy Love ที่ดึงดูดความสนใจด้วยเจ้าสุนัขตัวน้อยที่ทำให้ผู้ชมตกหลุมรัก และสามารถถ่ายทอดความเป็น Budweiser ได้โดยไม่ต้องใช้สินค้าในวีดีโอด้วยซ้ำ

ตัวอย่างของคอนเทนท์สำหรับ B2B คือ การใช้ Infographic ที่มีลูกเล่นสนุกๆในการแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติเด่นของสินค้า ที่จะช่วยให้บริษัทที่ซื้อสามารถประหยัดเงินจำนวนมหาศาลได้จากสินค้าตัวนี้

มีดัชนีวัดผลความสำเร็จของงาน (KPIs) เพื่อวัดผลความสำเร็จและความล้มเหลวของ คอนเทนท์ มาร์เกตติ้งของคุณ

อย่าลืมตรวจสอบประสิทธิภาพของคอนเทนท์ของคุณ เพื่อปรับปรุงให้คอนเทนท์ของคุณได้ผลมากยิ่งขึ้นโดยคุณสามารถวัดผลได้จากหลายวิธีดังนี้

วัดจากจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ : จำนวนของผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ผ่านคอนเทนท์หรือแคมเปญของคุณ คุณสามารถใช้ Google’s URL builder และ Google Analytics ในการช่วยตรวจสอบสิ่งนี้

วัดจากจำนวนโซเชียลแชร์ : วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมในไทย ที่วัดผลโดยจำนวนผู้ไลค์และแชร์คอนเทนท์ของคุณเป็นตัวชี้วัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บางครั้งยอดแชร์จำนวนมากอาจไม่ได้ทำให้เกิดการซื้อที่เท่ากัน

วัดจากจำนวนการตีกลับหรือ Bounce Rate : จำนวนการตีกลับที่มาก หมายถึงผู้ชมเข้าชมเนื้อหาแล้วปิดหน้าต่างทันที และไม่คลิกเปิดหน้าอื่นๆบนเว็บไซต์ ซึ่งสิ่งนี้แปลว่าคอนเทนท์ของคุณไม่มีความน่าสนใจพอ

วัดจากจำนวน Inbound Links Earned : คอนเทนท์ที่ดีนั้นจะทำให้ผู้คนจากเว็บไซต์อื่นนำลิ้งค์ไปแชร์ สิ่งนี้จะช่วยให้เว็บของคุณมีผล SEO ที่ดีอีกด้วย

วัดจากระยะเวลาที่ผู้ชมใช้บนเว็บไซต์ : หากคุณเขียนคอนเทนท์ที่มีเนื้อหาจำนวนมาก แต่ผู้ชมใช้เวลาไม่ถึง 15 วินาทีบนเว็บไซต์ นั่นแปลว่า ผู้ชมไม่พบสิ่งที่เขาต้องการบนเว็บไซต์ของคุณหรือคอนเทนท์ของคุณมีความน่าสนใจไม่พอ

วัดจาก Conversion rate : อัตราการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงยอดซื้อ การสมัครเป็นสมาชิก เป็นต้น

วัดจากจำนวนยอดขาย : เป็นอีกหนึ่งตัววัดผลที่สำคัญที่ช่วยบอกว่า ของ คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง สามารถสร้างกำไรได้มากน้อยเพียงใด?

อย่าลืมปรับแต่ง คอนเทนท์ มาร์เกตติ้ง ของคุณให้มีความหลากหลาย

คอนเทนท์ มาร์เกตติ้งสามารถให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่มีคอนเทนต์ใดที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณได้ในคอนเทนท์เดียว สิ่งที่คุณต้องทำคือการสร้างคอนเทนท์แต่ละรูปแบบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุณต้องการเป็นอย่างๆไป เช่น คอนเทนท์แบบหนึ่งเหมาะสำหรับการสร้าง Brand Awareness แต่ไม่เหมาะสำหรับการขาย เป็นต้น

การวางกลยุทธ์ที่เป็นลำดับขั้นตอน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ค่อยๆทำไปให้บรรลุจุดประสงค์แต่ละข้ออย่างใจเย็น และคอนเทนท์ มาร์เกตติ้งนี้เองจะเป็นอีกสุดยอดวิธีที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมากในอนาคต

ที่มา : http://oneworlddigital.net

สร้าง Loyalty ให้แบรนด์ ด้วยการคิดแบบผลิตภัณฑ์ Subscription

การทำการสื่อสารทางการตลาดนั้นก็เพื่อที่จะสร้างลูกค้า หรือดึงกลุ่มผู้บริโภคที่สนใจให้กลายมาเป็นลูกค้า แต่เมื่อได้ผู้บริโภคเหล่านี้มาเป็นลูกค้าแล้ว หลาย ๆ แบรนด์นั้นกลับหลงลืมที่จะดูแลผู้บริโภคกลุ่มนี้ให้ดี และต้องเสียผู้บริโภคกลุ่มนี้ออกไป พร้อมทั้งหาลูกค้าใหม่ หรือผู้บริโภคกลุ่มใหม่เข้ามาแทน เป็นวัฏจักรวนเวียนเรื่อยไป ซึ่งวันนี้ถ้าหาไม่ได้แล้วปิรามิดของการสร้างลูกค้าใหม่ก็ต้องพังแน่นอน ซึ่งนี้จะส่งผลมายังธุรกิจอีกด้วย ทั้งนี้การดูแลลูกค้าให้อยู่ไปนาน ๆ นั้นสำคัญมาก และธุรกิจแบบหนึ่งที่ให้บทเรียนนี้ได้คือธุรกิจ Subscription

หลาย ๆ คนนั้นต้องเคยสมัครจ่ายเงินรายเดือนให้กับสมาชิกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อใช้บริการนั้นในการตอบสนองความต้องการตัวเอง อย่างผมเองก็สมัครเป็นสมาชิกของ iflix, Netflix, Spotify และหลาย ๆ อย่างเอาไว้เพื่อความสะดวกในการใช้งานและประหยัดในการที่จะซื้อสินค้าหรือบริการนั้นเพียงเพื่อใช้งานคราวเดียว รูปแบบธุรกิจที่ให้สมัครสมาชิกนี้เป็นที่นิยมมากในอเมริกา เรียกว่า Subscription as a Service ซึ่งมีหลากหลายบริการไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางค์อย่าง Birchbox หรือ Dollarshaveclub ที่เพิ่งถูกซื้อไปกว่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกานั้นก็เป็นมีดโกนหนวดที่ส่งถึงบ้านทุกเดือน ซึ่งธุรกิจนี้ในอเมริกาเองมีกว่า 2,000 แบบ เติมโตกว่า 3,000% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และมีการสำรวจว่าคนอเมริกันนั้นใช้บริการนี้ถึง 7 แบบจาก 12 แบบที่ตั้งใจไว้ ด้วยอัตราโตสูงเช่นนี้ทำให้ธุรกิจรายใหญ่ ๆ นั้นเริ่มมาทำธุรกิจ Subscription นี้ด้วยไม่ว่าจะเป็น Walmart (Beauty Box), Starbucks, Macy’s และอื่น ๆ อีกมากมาย

สิ่งที่น่าสนใจของแนวคิดของธุรกิจแบบ Subscription คือกระบวนการดูแลและรักษาลูกค้าเก่าไว้ ตัวอย่างที่ดีคืออย่าง Amazon Prime ในอเมริกาเองนั้น มีกระบวนการที่สามารถลดความไม่อยากซื้อสินค้าและกระตุ้นให้ซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม Amazon Dash ที่ให้กดสั่งซื้อได้เลยโดยไม่ต้องคิดอะไร และทำให้ซื้อง่ายขึ้น หรือ Amazon Grocery ที่ส่งผักและผลไม้ถึงบ้าน ด้วยการที่ Amazon นั้นรู้ข้อมูลของลูกค้าว่าซื้ออะไรบ้างในแต่ละสัปดาห์ และซื้อเมื่อไหร่ ตอนไหน ทำให้ Amazon สามารถนำเสนอการขายสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องคิดมากในการซื้อและทำให้เกิดการซื้อซ้ำได้อย่างง่ายดาย อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือธุรกิจหมึกพิมพ์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ทำนายได้ว่าจะต้องเกิดการซื้อซ้ำหรือใช้แล้วหมดเมื่อไหร่ ทำให้บริษัทอย่าง HP สร้างบริการที่เรียกว่า HP Instant Ink ให้ผู้ใช้เครื่องพิมพ์ของ HP นั้นลงทะเบียนจ่ายรายเดือนเพื่อได้หมึกพิมพ์ไปเติมได้ด้วย ด้วยความต้องการที่เปลี่ยนไปที่ผู้บริโภคต้องการความสะดวกมากขึ้นและต้องการแบรนด์ที่นำเสนอสินค้าที่รู้ใจก่อนที่จะเรียกหามากขึ้น ทำให้การทำ Subscription as a Service (SaaS) นั้นกลายเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แบรนด์จะนำมาปรับใช้เพื่อการรักษาลูกค้าเอาไว้ได้ โดย

เข้าใจหัวใจของธุรกิจ การตลาดและตัวชี้วัด ก่อนอื่นต้องเข้าใจหัวใจของการตลาดก่อนว่าคือการมีลูกค้าเข้ามาไว้ในมือ ถ้าเชื่อว่าการขายของครั้งเดียวแล้วจบไปนั้นแปลว่าคุณกำลังคิดผิดอย่างมาก เพราะการทำธุรกิจและการตลาดแต่ละครั้งจะมีตัวชี้วัดหนึ่งที่เรียกว่า CPA หรือ cost per acquisition ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการได้ลูกค้าหนึ่งคนมา ถ้าธุรกิจคุณต้องสร้างลูกค้าใหม่เรื่อย ๆ CPA จะสูงมาก แต่ถ้ารักษาไว้ได้ CPA ก็จะมีแค่ครั้งเดียว และสามารถเอาเงินนั้นไปสร้างฐานลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาได้อีก นอกจากนี้ยังมีตัวชี้วัดการรักษาลูกค้าและลักษณะของลูกค้าอย่าง usage, churn และ yield กับ lifetime value (LTV) ที่จะบอกว่าคุณมีลูกค้าใช้งานแค่ไหน ลูกค้าทิ้งบริการของคุณมากแค่ไหน แต่ละคนใช้งานมากน้อยแค่ไหน ซึ่งนี้จะมาเป็นข้อมูลในการกำหนดในการดูแลลูกค้าเพื่อรักษาลูกค้าไว้ หรือกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายมากขึ้นได้

สนใจในการพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อรักษาลูกค้าไว้ ด้วยการที่ต้องดูแลลูกค้าและรักษาลูกค้าไว้ก่อนที่จะยกเลิกการ subscription ออกไป ทำให้บริการประเภท Subscription as a Service นั้นต้องมีการใส่ใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อทำให้กลุ่มลูกค้าที่อยู่นั้นพอใจ ใช้จ่ายเพิ่มและชวนลูกค้าใหม่ให้มาสมัครได้ด้วย ด้วยการพัฒนาสินค้านี้อาจจะเป็นการปรับเปลี่ยนหน้าตา การช่วยเหลือผู้ใช้งานให้ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น และการบริการหลังการขายที่ดี ยุคนี้เป็นยุคที่คนทำการตลาดต้องฟังมากกว่าพูด ใช้เสียงของลูกค้ามาปรับปรุง ก่อนจะพูดอะไรออกไป นอกจากนี้ยังต้องมีความ Agile ในการปรับปรุงเพื่อเอาชนะคู่แข่งในทุก ๆ ด้านอีกด้วย

มองการบริการและการสนับสนุนลูกค้าให้เป็นแหล่งรายได้ใหม่ ในธุรกิจที่ทำ Subscription นั้นจะมีคำพูดที่บอกว่า ‘customer success is the new sales’ เพราะการที่ทำให้ลูกค้าพอใจได้ จะทำให้ลูกค้าอยู่กับการบริการนั้นไป และเมื่อบริการอัพเกรดหรือจ่ายเพิ่มลูกค้านั้นก็ยินดีที่จะจ่าย เพราะมีความพอใจในสินค้าและบริการที่ทำให้เกิดประสบการณ์ที่ดี

ด้วยแนวคิดแบบ Subscription นี้แบรนด์สามารถที่จะสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์เอาไว้ และประหยัดงบประมาณมากมายในการหาลูกค้าใหม่ และเอางบประมาณนั้นไปใช้ในด้านอื่นได้ หากใครคิดว่าการทำ Subscription as a Service (SaaS) นั้นเหมาะกับตัวเอง ก็คุ้มค่าที่จะลองดูเลย

ที่มา : MarketingOops!