ประเภทของมุ้งลวดที่ทำไว้กันแมลง

แต่เดิมมานั้นเรารู้จักมุ้งลวดในลักษณะของการนำมาใช้ป้องกันแมลงตัวร้ายทั้งหลายไม่ให้เข้ามาทำความรำคาญภายในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ยุง” มุ้งลวดดูจะเป็นวัสดุประเภทเดียวที่ดูจะมีประสิทธิภาพสูงสุด ในราคาที่สามารถซื้อหามาใช้กันได้ เพื่อป้องกันแมลง โดยยอมให้แมลงตัวเล็กตัวน้อยที่มีขนาดย่อมกว่าตารางถี่ ๆ ของเส้นลวดและลมเท่านั้นที่สามารถลอดผ่านและถ่ายเทไปมาได้ แม้ว่าการใช้มุ้งลวดจะลดทอนกระแสลมที่พัดผ่านเหลือเพียงครึ่งหนึ่งก็ตาม แต่มุ้งลวดก็ยังเป็นที่ยอมรับ เพราะดีกว่าจะมานั่งตบยุงหรือหงุดหงิดกับบรรดาแมลงทั้งหลายที่จะบินมาเล่นแสงไฟในบ้าน

มุ้งลวดที่ผลิตขึ้นใช้ในบ้านเรา เป็นมุ้งลวดที่ทอขึ้นจากเส้นอะลูมิเนียมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.009 นิ้ว ด้วยเครื่องจักร ผืนมุ้งที่ออกจากเครื่องจักรจะมีความสกปรกจากคราบน้ำมันในขณะที่ทอ จึงต้องนำผืนมุ้งมาฟอกทำความสะอาดอีกครั้งหนึ่ง ผืนมุ้งที่ผ่านการฟอกทำความสะอาดแล้ว เส้นอะลูมิเนียมจะมีความคมและความมันวาวสะท้อนแสงได้มาก เมื่อนำไปใช้งานจะมีผลทำให้ภาพที่ได้จากการมองผ่านผืนมุ้งลวดไม่ชัดเจน โดยเฉพาะมุมมองที่ทำกับผืนมุ้งลวดประมาณ 10-20 องศา และจากการขาดการลงทุนทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการผลิต ผืนมุ้งลวดจึงไม่ได้ผ่านกรรมวิธีเพื่อป้องกันการเกิดสนิมโลหะ ทำให้เกิดการผุกร่อนได้ง่ายเมื่อถูกความชื้น นอกจากนี้ การยึดเกาะกันระหว่างเส้นลวดในแนวตั้งและแนวนอนมีน้อย ทำให้ตาตารางของเส้นลวดโย้ไปมาได้ตามแรงดึง ดังนั้นการนำมาขึงขึ้นกรอบบานจึงต้องใช้ความประณีตอย่างมากในการดึงมุ้งลวดให้ตึงเพื่อให้ได้ตาตารางมุ้งลวดที่มีระเบียบไม่โย้ไปมา

จุดด้อยการเดินทางไปกับบริษัทที่จัดแพคเกจทัวร์ญี่ปุ่น

1. รายการเที่ยว fix ไว้แล้ว–ข้อนี้เป็นข้อที่หลายคนอาจจะชอบ คือ รายการเที่ยวส่วนใหญ่มันจะกำหนดเวลาและสถานที่ต่างๆไว้หมดแล้ว ถ้าลูกทัวร์รักษาเวลากันดีไม่เถลไถลก็จะเดินทางครบตามกำหนดการซะส่วนใหญ่ แต่ถ้าเจอลูกทัวร์ผู้วิเศษก็คงแย่หน่อย รายการอาจมีรวนและคนร่วมคณะส่วนใหญ่ก็จะ “เซ็ง” ไปด้วย เพราะว่าส่วนใหญ่เขามีการนัดเวลากับสถานที่นั้นๆไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือแหล่งท่องเที่ยว

2. อิสระน้อย สังเกตเลยว่าแต่ละแหล่งท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ให้เวลาไม่มาก เอาแค่หอมปากหอมคอ (จะได้ไปดูที่อื่นต่อ) ส่วนใหญ่จะที่ละหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเวลานี้มันรวมเวลารถบัสเข้าลานจอดรถ ปล่อยคน บรีฟความเป็นมา เดินๆๆ ขึ้นรถ…ดังนั้นท่านใดที่ชอบเดินสำรวจแต่ละที่นานๆ รวมไปถึงผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูปหรือนิยม slow life อาจไม่ปลื้มกับการใช้ทัวร์มาตรฐานก็ได้ อย่างไรก็ตามคนที่ชอบเห็นเยอะๆ ไม่ได้สนใจ detail ของแหล่งท่องเที่ยวมากมาย (ประมาณว่าเอาแค่ฉันได้เห็น ได้ถ่ายรูปก็พอ) ข้อนี้ก็อาจกลายเป็นจุดเด่นของการใช้แพคเกจทัวร์ญี่ปุ่นอีกประการไปเลยก็ได้!

3. ต้องแคร์คนหมู่มาก–อย่างที่ทราบว่าปัจจุบันความเป็นปัจเจกของแต่ละท่านสูงขึ้นมาก ครั้นจะไปร่วมเดินทางกับคนอีกยี่สิบกว่าคนตั้งหลายวันนี่ก็ต้องเกร็งกันหน่อยแถมต้องรักษามารยาท+รักษาหน้ากันให้ดี ในทางกลับกันถ้าเจอเพื่อนร่วมรถกร่างๆ ขี้อวด ขี้โม้ โชว์ออฟ

หลักง่ายๆ ในการเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแต่ละแห่งต่างพยายามนำเอาจุดเด่นของศูนย์มานำเสนอ ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าเล็งเห็นว่าทางศูนย์ดูแลผู้สูงอายุนั้นมีความตั้งใจในการทำงาน ทำหน้าที่ดูแลคนที่คุณรักได้ดีไม่แพ้คุณ ดังนั้น สถานที่ที่ใช้ในการดูแลจึงมีการออกแบบให้เหมาะกับผู้สูงอายุมากที่สุดโดยคำนึงถึงการใช้งานจริงและเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบไหนที่เหมาะกับการดูแล

ห้องพัก
ต้องสะอาด อากาศปลอดโปร่งถ่ายเท บรรยากาศเหมาะกับการพักผ่อน ช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย เป็นส่วนตัวและไม่เล็กจนเกินไป เพราะศูนย์ดูแลบางที่ต้องการประหยัดต้นทุนจึงปรับขนาดห้องพักคนชราให้เล็กลงหรือบางครั้งก็นำเตียงเข้าไปเพิ่มเพื่อทำให้รับผู้สูงอายุได้มากขึ้น ทำให้สภาพแวดล้อมการเป็นอยู่ในห้องพักแออัด ญาติของผู้สูงอายุควรจะพิจารณาส่วนของห้องพักให้มากๆ ถ้าเป็นไปได้ควรหมั่นแวะมาเยี่ยมและดูความเป็นอยู่อย่างสม่ำเสมอ

สังคม
การพูดคุยกับคนในวัยเดียวกันหรือวัยใกล้เคียง สามารถช่วยลดความเหงา อาการคิดถึงบ้านได้อีกวิธีหนึ่ง พนักงานในศูนย์ดูแลควรจัดให้มีการพูดคุย หากิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมเพื่อให้ผู้สูงอายุทุกคนในที่แห่งนี้ได้มีโอกาสพูดคุย แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนตัวให้กับเพื่อนๆที่อยู่ร่วมกัน ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและอยากที่จะอยู่ในศูนย์ดูแลต่อไป

อุปกรณ์อำนวยความสะดวก
ด้วยตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ร่างกายซ่อมสภาพไปตามกาลเวลาจะลุกนั่งเดินเหินแต่ละครั้งก็ค่อนข้างลำบาก เพราะฉะนั้น ทางศูนย์ดูแลก็ควรจะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยผู้สูงอายุแต่ละคนด้วย เช่น เก้าอี้ไฟฟ้า ไม้ค้ำ เก้าอี้นวด เครื่องออกกำลังกายบางชนิด เป็นต้น

การเดินทาง
ศูนย์ดูแลควรตั้งอยู่ในสถานที่ที่เดินทางไปมาสะดวกและใช้เวลาในการเดินทางไม่นานมากนัก เพราะถ้าคุณเลือกศูนย์ที่ตั้งอยู่ไกลเกินไปอาจทำให้เกิดความยุ่งยากในการเดินทางซึ่งทำให้คุณมีเวลาไปเยี่ยมผู้สูงอายุน้อยลง

การเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ไม่มีข้อกำหนดตายตัว และไม่จำเป็นต้องตัดสินใจในทันที เพราะฉะนั้นผู้ที่ประสงค์จะพาผู้สูงอายุมาพักจึงมีเวลามากพอที่จะคิดวิเคราะห์และหาข้อมูล เพื่อตัดสินใจเลือกว่าที่ใดเหมาะกับผู้สูงอายุของตนเองมากที่สุด

เทคนิคการเลือกส่วนผสมของครีมหน้าขาว

เทคนิคการเลือกส่วนผสมของครีมหน้าขาว ในแบบฉบับสาวเกาหลีค่ะ เพราะสารหรือส่วนผสมต่างๆที่อยู่ในครีมบำรุงผิวหน้าจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปค่ะ ลองอ่านในบทความนี้ค่ะ

ครีมบำรุง เพื่อใบหน้าขาว ใส ไร้ริ้วรอย มีอยู่หลากหลายยี่ห้อซะจนทำให้ สาวๆอย่างเราเวลาจะเลือกครีมหน้าใสที่ถูกใจ แต่ละทีลำบาก ว่าจะต้องเลือกจากอะไร สิ่งไหนก่อน ต้องมีส่วนผสมอะไรถึงดี เพราะโฆษณาครีมทุกวันนี้ล้วนแต่อ้างสรรพคุณต่างๆนาๆ ที่ทำให้เราอยากซื้อไปเสีบหมดใช่ไหมค่ะ วันนี้เรามีเทคนิคในการเลือกครีมเด็ดๆ ให้หน้าใสกิ๊งแบบสาวเกาหลีกันคะ

การเลือกครีมหน้าขาวสำหรับสาวๆอย่างเราสิ่งที่สำคัญที่สุดคือส่วนผสมค่ะ เราควรใส่ใจกับส่วนผสมในครีมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะส่วนผสมเดี๋ยวนี้มีมากมายหลายอย่างเหลือเกิน โฆษณาครีมต่างๆก็ประโคมกันเข้าไป ครีมหน้าใสทำให้ผิวสวยแบบสาวเกาหลีบ้างล่ะ ขาวดุจหิมะบ้าง แต่ส่วนผสมที่ทางการแพทย์ยืนยันมาแล้วมีเด็ดๆ ดังนี้ค่ะ

กรดผลไม้AHA : เจ้ากรดตัวนี้ช่วยให้เซลล์ผิวชั้นบนหลุดลอก ให้หน้าเราขาวใสอยู่เสมอทั้งยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในผิวให้เต่งตึงแลดูอ่อนกว่าวัย แต่ไม่ควรใช้ขณะที่มีปัญหาผิวแห้งหรืออักเสบ ผิวมันควรใช้ในรูปเจลหรือโลชั่น ผิวแห้งให้ใช้ในรูปของครีม โดยเริ่มจากความเข้มข้นต่ำ ๆ ก่อนปรับไปใช้ในความเข้มข้นที่สูงขึ้นนะคะ
วิตามินเอหรือเรตินอล : ช่วยผิวภายนอกจึงดูเรียบเนียนขึ้น และริ้วรอยลดลง ทำให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นบนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้จากภายใน เวลาเลือกครีมหน้าใสควรมองหาเจ้าตัวนี้อย่างแรก แต่ต้องระวังนะคะเพราะวิตามินทำให้แสบแดงและไวแดดได้ และไม่ควรทาตอนกลางวันค่ะ
โคเอนไซม์ Q10 : เป็นอาวุธป้องกันและต่อสู้กับริ้วรอยของสาวๆอย่างเราค่ะ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ผิว ตัวนี้มีความปลอดภัยสูง ค่ะ

รับผลิตน้ำดื่มเพราะน้ำเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

เพราะร่างกายมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำถึงร้อยละ 70 อีกทั้งอวัยวะทุกส่วนในร่างกายก็ล้วนแต่มีน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญ เช่น ปอด มีน้ำอยู่เกือบ 90% สมองมีน้ำอยู่ 75% เป็นต้น ซึ่งน้ำที่ว่านี้จะเข้าไปทำหน้าที่หลายๆอย่าง เช่น ช่วยย่อยอาหาร ละลายสารอาหารและออกซิเจน เพื่อขนส่งไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ ทำให้เลือดไหลเวียน ละลายสารพิษต่างๆ เพื่อขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้น้ำยังทำให้ข้อเคลื่อนไหวสะดวก ช่วยกันการกระทบกระแทกของอวัยวะต่างๆ ด้วย ถ้าหากร่างกายขาดน้ำเมื่อไหร่ก็จะส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายทั้งสิ้น ตั้งแต่ระบบการลำเลียงอาหารและออกซิเจน การกำจัดของเสีย ระบบขับถ่ายก็จะไร้ประสิทธิภาพ และจะเสียชีวิตได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน และถ้าขาดน้ำเรื้อรัง (Chronic Dehydration) คือ ดื่มน้ำไม่เพียงพอเป็นประจำทุกวันก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้

ดังนั้นน้ำดื่มจึงยังเป็นที่ต้องการสำหรับผู้บริโภคอยู่เสมอ ประกอบกับสมัยนี้เป็นยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับการดูแลเรื่องอาหารการกินมากขึ้น คำนึงความสะอาด คำนึงถึงคุณค่า สารอาหารที่จะได้รับจากอาหารและเครื่องดื่มที่เลือกรับประทานมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เมื่อครั้งประสบอุทกภัยปี 2554 ที่ยังเป็นฝันร้ายคอยหลอกหลอนให้ผู้บริโภคไม่อาจวางใจกับความสะอาดของน้ำประปา แม้ว่าจะมีการโฆษณาย้ำนักย้ำหนาว่า “น้ำประปาสะอาดดื่มได้” ก็ตาม จึงไม่แปลกใจเลยที่ธุรกิจรับผลิตน้ำดื่มจะเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ มีผู้ประกอบการหน้าใหม่ๆ หันมาจับทางธุรกิจนี้ จนเกิดแบรนด์น้ำดื่มหลากหลายตัวเลือกเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภค

ปัจจัยในการประกอบธุรกิจรถรับจ้าง

ธุรกิจ “รถรับจ้าง” คือ ธุรกิจที่ให้บริการรถเช่าเหมาคัน (มักเป็นรถตู้หรือรถกระบะ) พร้อมคนขับแก่ลูกค้า เพื่อบริการนำเที่ยว หรือเพื่อขนย้ายสิ่งของเช่น เช่ารถตู้จาก กรุงเทพฯ ไปไหว้พระตามวัดที่จังหวัดอยุธยา เช่ารถกระบะรับจ้างขนของย้ายบ้าน ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ลูกค้าต้องการก็คือ “ความปลอดภัย” ในการให้บริการนั่นเอง

ปัจจัยในการประกอบธุรกิจรถรับจ้าง

สภาพรถ
รถรับจ้างโดยเฉพาะรถตู้ควรมีสภาพ ที่ปลอดภัยมีการตรวจเช็คสภาพรถก่อนให้ บริการอยู่เสมอ

คนขับรถ
ควรพักผ่อนอย่างเพียงพอ ขับรถด้วย ความปลอดภัย ใช้ความเร็วที่เหมาะสมปฏิบัติตามกฎจราจร และให้บริการอย่าง- สุภาพ นอกจากนี้ คนขับรถควรเป็นผู้ที่รู้จัก เส้นทางเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากต้องขับรถขึ้นลงเขา

ราคา
มักเป็นราคาเหมาต่อวันตามระยะทาง ที่ลูกค้าว่าจ้าง ทั้งนี้ราคาดังกล่าวมักไม่รวม ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งลูกค้าจะต้องเป็นผู้จ่าย เอง

5 วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้โซเชียลมีเดียของแบรนด์มียอดไลค์เยอะ

เราจะใช้“จิตวิทยา”เพิ่มยอดไลค์ คอมเมนท์ แชร์ใน“โซเชียลมีเดีย”ของเราได้อย่างไร?

จะดีกว่านี้หรือไม่ถ้าเรารู้จักใช้จิตวิทยาในการทำการตลาด ยิ่งอยู่ในยุคที่ธุรกิจหันมาทำการตลาดออนไลน์ การประยุกต์จิตวิทยาเพื่อทำคอนเทนต์ให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหันมาสนใจแบรนด์ของเรา จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

และนี่คือ 5 วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้โซเชียลมีเดียของแบรนด์มียอดไลค์เยอะ คอมเมนต์ถล่มทลาย แชร์กระจายในชั่วพริบตา

1. มีรีวิวจากผู้ใช้งาน เพื่อยอดคนเข้าชมเว็บไซต์ได้อีก 50%

เราต้องคอยกระตุ้นเชิญชวนให้สาวกของแบรนด์ได้เขียนและแชร์รีวิวสินค้าหรือตัวแบรนด์ และให้ทุกคนได้เห็นรีวิวบนโซเชียลมีเดียได้ง่ายๆ

เพราะ Social Proof (หรือพูดง่ายๆคือปากที่สาม) เป็นเครื่องมือจิตวิทยาที่ทรงพลังสุดๆในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นรีวิวสินค้าและบริการ ถ้าเจอรีวิวดีๆ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าของเรา หรืออย่างน้อยก็ติดตามช่องทางการสื่อสารและเสพคอนเทนต์ของแบรนด์

ซึ่ง YotPo ได้ศึกษาขั้นตอนในการตัดสินใจของผู้บริโภคใน 500 เว็บไซต์ที่ต่างกัน ก็พบว่ารีวิวจากคนในโซเชียลมีเดีย ทำให้ยอดคนดูเว็บไซต์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอีก 50% ในอีก 3 เดือนต่อมา

แล้วรีวิวจากผู้ใช้งานสินค้าและบริการมันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ?

เพราะถ้าว่ากันตามจิตวิทยาแล้ว รีวิวมีพลังของ “Social Proof” ที่ทำให้คนทำตามๆคนอื่นกัน ถ้าการกระทำนั้นไม่ได้ผิดอะไร คนที่ทำตามคนอื่นมันจะคิดไปเองว่าการการกระทำหรือความเห็นของคนอื่นนั้นเป็นเรื่องปรกติที่ใครๆก็ทำกันทั้งนั้น

ฉะนั้นถ้ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เห็นรีวิวดีๆ ชมแบรนด์ของเรา ก็อยากแชร์คอนเทนต์ ติดตามแฟนเพจ จบด้วยซื้อของของเรา จะว่าไป การติดตามโชเชียลมีเดีย ก็นับว่าเป็นการให้คำมั่นกลายๆว่าต่อไปจะซื้อของจากแบรนด์นั้น

เพราะเวลาที่ใครเห็นด้วยกับเรา ความเห็นของเราก็จะฟังดูน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ถ้าไม่เห็นด้วย ความเห็นเราก็จะดูอ่อนลงทันที

แต่ถ้าอยากให้น่าเชื่อถือมากขึ้น การมีรีวิวต่อว่าสินค้าและบริการของเราบ้างก็ทำให้แบรนด์น่าเชื่อถือมากขึ้นเช่นกัน เพราะไม่มีสินค้าและบริการที่ไหนเพอร์เฟค 100% หรอก ฉะนั้นลืมเรื่องเรทติ้ง 5 ดาวไปได้เลย มันไม่มีอยู่จริงหรอก

2. ต้องสร้างบุคลิกของแบรนด์ เพิ่มผู้ติดตามเป็นล้าน

การที่แบรนด์ของคุณต้องมีมาสคอท หรืออย่างน้อยต้องมี “บุคลิก” ก็เพราะคนจะนึกถึงแบรนด์ได้ง่ายว่าถ้ารู้สึกว่าแบรนด์นั้นเป็นคนที่มีตัวตนจริงๆ ถ้าแบรนด์ทำตัวดีมีคนชอบ ลูกค้าก็มีแนวโน้มที่จะไลค์ คอมเมนต์ แชร์คอนเทนต์ของแบรนด์และซื้อของจากแบรนด์ซึ่งกลายเป็นคนที่ลูกค้าคนนั้นชอบ

ส่วนการสร้างบุคลิกให้แบรนด์ก็ไม่ได้ยาก ขอให้ใช้ภาพทีมงานของเราบนโพสต์ โดยเฉพาะ Cover Pic ของ Facebook อย่าเสียพื้นที่ตรงนี้ไปกับการขายของเด็ดขาด ชื่อแอดมินที่ดูแลเพจควรจะมีชื่อแบรนด์นำหน้าชื่อของแอดมินคนนั้น ถ้าจะใหห้ดีมีมาสคอทสำหรับแบรนด์ด้วย และที่สำคัญที่เจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสคุยกับลุกค้าตัวต่อตัวด้วยชื่อจริงตัวจริง แสดงความจริงใจกันไปเลย

3. ใช้อารมณ์ขันสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตามโชเชียลมีเดีย

แล้วจะทำอย่างไรให้คอนเทนต์ตลกล่ะ? ถ้าเราไม่ใช่พวกตลกมืออาชีพ ก็ไม่ต้องพยายามตลกก็ได้ แต่ของให้คอนเทนต์ของเราซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา พูดถึงเรื่องจริงที่เกิดขึ้น อย่าจริงจังเกินไปนัก สนุกบ้างก็ได้ และให้แฟนเพจมีส่วนร่วมบ้างก็ดี

เพราะเรารู้กันว่า ถ้าเราทำให้ใครขำ สมองคนนั้นจะหลั่งสารเอนโดรฟิน ทำให้คนนั้นมีความสุขและเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อโลกรอบตัว ต่อให้เจอเรื่องแย่แค่ไหนก็ตาม ถ้าคนนนั้นกำลังอารมร์เสีย หงุดหงิดไม่ว่าจากเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าคอนเทนต์ของเราทำให้เขายิ้มได้ หัวเราะได้ เขาก็จะมีความสุขและผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้เขาอารมณ์เสียได้ และนั่นยิ่งทำให้เขากดไลค์ กดแชร์คอนเทนต์ของเรามากขึ้นไปอีก

เหตุผลทางจิตวิทยาก็เข้าใจได้ไม่ยาก ถ้าเราทำอะไรดีๆ (เช่นกดไลค์) สมองของเราก็จะเกิดความลำเอียงต่อเนื่องมากขึ้น (Consistency Bias) การกดไลค์ของเราจะเชื่อมตัวเราเข้าหาแบรนด์ และเราก็มีแนวโน้มที่จะกดไลค์มากขึ้นเรื่อยๆกับแบรนด์เช่นกัน

4. ใช้เทคนิค “Reciprocity” ดัน Engagement เพิ่มยอดขาย 3 เท่า

การให้ของฟรี แล้วเดี๋ยวลูกค้ามาไลค์ คอมเมนต์ แชร์และซื้อของเราเองนั้นจะได้ผลถ้าเราจัดแคมเปญหรือกิจกรรมให้แฟนเพจแย่งชิงรางวัลแข่งกัน เรามักจะเห็นแบรนด์ชอบพูดว่า ถ้าไลค์ คอมเมนต์ใต้โพสต์นี้ หรือแชร์โพสต์นี้ออกไป ก็จะได้รางวัลตามที่สุ่มหรือถูกใจทีมงาน นั่นเป็นเทคนิคจิตวิทยาง่ายๆอย่าง Reciprocity นั่นเอง

แนวคิด Reciprocity ก้ไม่ได้ใหม่อะไรมากมาย มันคือการที่ใครทำดีกับเราแล้ว ลึกๆเราอยากตอบแทน ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม จริงๆแล้วมันเป็นพฤติกรรมที่พัฒนามาทำให้เรามีชีวิตรอดในสมัยที่เราล่าสัตว์แล้วเราแบ่งอาหารกันในแต่ละครั้ง ไม่เช่นนั้นอาจถูกกีดกันออกจากเผ่าและอดตายในที่สุด

แต่ในยุคสังคมออนไลน์ เราคงไม่ถึงกับต้องล่าสัตว์หาของกินมาให้ผู้บริโภคหรอก ขอแค่ให้ของฟรีกับแฟนๆที่น่ารัก เขียนจดหมายขอบคุณที่คอยกดไลค์ คอยคอมเมนต์อยู่บ่อยๆ คอยคอมเมนต์ แชร์คอนเทนต์ของแฟนๆและแทคไป และเซอร์ไพรส์แฟนๆด้วยของชำร่วยเก๋ๆไม่ว่าจะเป็นเสื้อ หรือหมวก ก็ได้

5. อยากได้แชร์เยอะๆ ก็ต้องพึ่งผู้มีอิทธิพลออนไลน์ให้ช่วยแชร์

จะให้ผู้มีอิทธิพลออนไลน์ช่วยโปรโมทแบรนด์ของเรา ก่อนอื่นเราต้องเลือกคนที่ “ใช่” ก่อน ซึ่งต้องเป็นที่เกี่ยวกับวงการธุรกิจของเรา หรือตลาดของเรา คนนั้นต้องมีคนมีไลค์ คอมเมนต์ แชร์เยอะพอสมควร มีลิสต์อีเมลของแฟนๆ มีบล็อกหรือเว็บไซต์

ซึ่งเราต้องให้ผู้มีอิทธิพลให้ถูกกับเป้าหมายธุรกิจและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ใช่ด้วย ถึงจะทำให้ยอดผู้ชมเว็บไซต์มากขึ้นได้ การจ้างผู้มีอิทธิผลช่วยแชร์คอนเทนต์ของเราจะสร้างผลทางจิตวิทยาที่เรียกกันว่า “Halo Effect” หรือทำให้คนเกิดความลำเอียงขึ้นมา ทำให้เราตัดสินความเห็นของคนๆหนึ่งจากความประทับใจ ที่เรามีต่อเขา ถ้าเราชอบ เราชื่นชมเขา เราก็มีแนวโน้มใส่ใจสิ่งที่เขาพูดมากขึ้น

การใช้ผู้มีอิทธิพลออนไลน์ช่วยแชร์คอนเทนต์ของเรายังสร้างผลทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Implicit Egotism” ด้วย เพราะจิตใต้สำนึกลึกๆของเราแล้ว เราจะตอบสนองที่ทางบวกกับอะไรก็ตามที่ทำให้เรานึกถึงตัวเอง ถึงแม้ว่าจะดูไม่มีเหตุผลเลยก็ตาม

เรามักจะให้ค่ากับความเห็นของคนอื่นที่คล้ายกับเรา เรามีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับผู้มีอิทธิพลที่เราติดตามและทำตามด้วย

แหล่งที่มา : https://blog.hootsuite.com/social-media-psychology/

ทุนในการรับจดทะเบียนตอนเปิดบริษัท

ทุนจดทะเบียนบริษัท ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ว่า บริษัทจำกัด มีลักษณะดังนี้

ต้องมีผู้ร่วมทุนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป (เมื่อก่อน 7 คน เดี๋ยวนี้เหลือ 3 ก็จดได้แล้ว)

แบ่งทุนออกเป็นหุ้น มีมูลค่าหุ้นละเท่าๆกัน (เช่นเราคิดว่าจะลงทุนทำธุรกิจที่เราต้องการใช้ทุนซัก 1 ล้านบาท ก็อาจจะแบ่งทุนเป็นหุ้น เช่น ตั้งมูลค่าหุ้น หุ้นละ 10 บาทก็ได้ 100,000 หุ้น,หรือหุ้นละ 100 บาท ก็ได้ 10,000 หุ้น เป็นต้น) เมื่อมีผู้ซื้อหุ้นครบ ก็จะได้เงินมา 1 ล้านบาทเป็นต้น

ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงเงินค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ (ถ้าส่งครบหมดแล้ว ก็ไปเอาผิดกับบริษัทอย่างเดียว) เช่น หุ้นมูลค่า 100 บาท เราซื้อไว้ซัก 2,000 หุ้น จริงๆต้องส่งเงินรวม 200,000 บาท แต่เราส่งไปก่อน 100,000 บาท ดังนั้นเราต้องรับผิดชอบอีก 100,000 บาท

มูลค่าของหุ้นๆ หนึ่งนั้น ต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท(แต่ส่วนใหญ่เขาจะไม่จดกันเพราะค่าของเงิน 5 บาท ต่ำไป) ส่วนใหญ่มีมูลค่า 10 บาท,100 บาท,1,000 บาท

หุ้นนั้นแบ่งแยกไม่ได้ เช่น หุ้นหนึ่งมีมูลค่า 100 บาท จะแยกออก เป็น 50 บาท 2 กองไม่ได้

ชำระค่าหุ้นนั้นต้องไม่ต่ำกว่า 25% หรือจะชำระเต็มก็ได้ เช่น จดทะเบียนทุน 1 ล้าน แบ่งเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ในช่วงแรกๆ เราอาจจะไม่ใช้เงินมาก เราก็เรียกเก็บเงินค่าหุ้นก่อน 25 บาทต่อหุ้น ดังนั้นผู้ที่ซื้อหุ้นแล้ว ก็ต้องจ่ายค่าหุ้นละ 25 บาท ทั้งหมด 10,000 หุ้น ก็ได้เงินรวมทั้งหมด 250,000 บาท เป็นต้น (นี่ก็เป็นประโยชน์กับทางบัญชีบริษัทด้วย เพราะถ้าบอกว่า ชำระเต็มจำนวน ก็จะได้เงินทั้งหมด 1 ล้าน ที่นี้ถ้ามีการตรวจสอบขึ้นมาให้แสดงบัญชี ปรากฎว่า เงินฝากธนาคารของบริษัท มีเงินเพียง 3 แสนบาท ก็ต้องถือว่ามีเงินสดถืออยู่อีก 7 แสน แล้วอีก 7 แสนละอยู่ที่ไหน ถ้าคุณไม่สามารถแสดงให้ดูได้ ก็เกิดปัญหาทางบัญชีทันที

จะเห็นได้ว่า ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ แค่ 15 บาท (3 คน คนละ 5 บาท) ก็สามารถจดทะเบียนบริษัทได้แล้ว แต่นั่นแหละบริษัทที่จดทะเบียนทุนเพียง 15 บาท ใครจะค้าขายหรือทำธุรกิจกับคุณด้วยเล่า เช่น บริษัทกำลังก้าว จำกัด จดทะเบียนทุน 15 บาท (ก็เหมือนคนที่มีเงินอยู่ 15 บาท) จะไปซื้อของที่มีราคา 25 บาท คุณก็ไปซื้อของไม่ได้ คนขายก็ไม่อยากขายให้ หรือ ถ้าบริษัทจดทะเบียนทุน 5 แสนบาท แต่ไปรับงานรับเหมาก่อสร้าง 5 ล้านบาท เขาก็อาจจะไม่ให้งานกับคุณ เพราะถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมา บริษัทฯ รับผิดชอบแค่ 5 แสนบาทเอง เป็นต้น
เมื่อเราได้ข้อมูลเรื่อง “ทุน” แล้ว เราก็เอาข้อมูลนี้ไปจดทะเบียน จึงเรียกว่า “ทุนจดทะเบียน”

ลังพลาสติกยานยนต์ – ประโยชน์ที่ธุรกิจคุณจะได้รับ

ลดต้นทุนการจัดการให้น้อยที่สุด – กล่องพลาสติกยานยนต์ของเชพนั้น มีการออกแบบให้เป็นไปตามมาตรฐานช่วยให้สามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์พื้นฐานอาทิ ช่องเสียบพาเลท (pallet jacks) และ forklift
• เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กล่องพลาสติกยานยนต์เต็มขนาดนั้นเหมาะสำหรับกระบวนการผลิตแบบอัตโนมัติ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆในคลังสินค้า
• มีพร้อมใช้ on-demand ตามการวางแผนเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีความล่าช้าเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตในช่วงงานมากหรือช่วงเร่งด่วน
• ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน ด้วยการผลิตที่แข็งแรงทนทานเพื่อให้สามารถทนต่อชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์หนัก ๆ ได้
• ลดต้นทุนการจัดเก็บเนื่องจาก กล่องพลาสติกเปล่านั้นสามารถนำไปวางซ้อนกันได้สูงบนพื้นที่แข็งแรงและเรียบเสมอกัน
• มีตัวเลือกสำหรับอุปกรณ์เสริมสำหรับชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ยากในการจัดเก็บและขนส่งอย่างปลอดภัยบนลังพลาสติก

สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาก่อนซื้อเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ

** จำนวนผ้าที่ซัก **

เครื่องทุกรุ่นจะบอกปริมาณเสื้อผ้าที่สามารถซักได้ในแต่ละครั้งเป็นหน่วยกิโลกรัม (เสี้อผ้าแห้ง) โดยปกติแล้วจะอยู่ที่ 5 – 10 กิโลกรัม หรืออาจมากกว่า ทั้งนี้ บ้านที่มีผู้อาศัยประมาณ 4 คนจะมีเสื้อผ้าประมาณ 6 – 8 กิโลกรัมต่อการซัก 1 ครั้ง ถ้าคุณอาศัยอยู่เพียง 1 – 2 คนก็อาจเลือกรุ่นที่ซักผ้าได้น้อยกว่า ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าด้วย

** รอบที่ใช้หมุนในการปั่นหมาด **

เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญจะระบุรอบที่ใช้ในการหมุนปั่นหมาด (บางยี่ห้ออาจเรียกว่า ‘ปั่นแห้ง’) เป็นจำนวนรอบต่อนาที ซึ่งจะมีตั้งแต่ 500 – 1,000 รอบต่อนาทีหรือมากกว่า โดยปกติแล้ว ถ้าจำนวนรอบยิ่งสูง การปั่นหมาดจะทำให้มีปริมาณน้ำในเสื้อน้อยกว่า ซึ่งเมื่อตากแล้วผ้าจะแห้งเร็วกว่า อย่างไรก็ตาม หากใช้รอยการปั่นสูงมากจะทำให้เสื้อผ้าเสียเร็ว โดยเฉพาะเสื้อยืด และกินไฟมากกว่า ดังนั้น รอบการปั่นทั่วไปควรเป็น 500 – 700 รอบต่อนาที

** โปรแกรมการซัก **

เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญแต่ละยี่ห้อมีโปรแกรมการซักแตกต่างกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วแทบทุกรุ่นจะสามารถทำโปรแกรมที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้ ดังนี้
1.โปรแกรมซักปกติ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ การซักด้วยผลซักฟอก การซักน้ำ 2 ครั้ง และการปั่นแห้ง
2.โปรแกรมซักผ้าปกติมาก จะเพิ่มอีก 1 ขั้นตอน คือ การซักก่อน 1 ครั้งโดยใช้ผงซักฟอก และจากนั้นจะทำตามโปรแกรมปกติ
3.โปรแกรมซักผ้าสังเคราะห์ หรือผ้าซักเบา ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน แต่อาจมีการซักน้ำเพียง 1 ครั้ง และการปั่นแห้งที่ใช้รอบการปั่นที่ต่ำ ควรใช้น้ำยาซักแห้ง

** แผงควบคุมการทำงาน **

อาจมีแผงควบคุมการทำงานเป็นระบบ ‘ดิจิตอล’ หรือมีดวงไฟแสดงสถานะการซักของเครื่อง และการเลือกโปรแกรมการซักต่างๆ เป็นแบบปุ่มกดแบบไฟฟ้า หรือแบบสัมผัส โดยบางรุ่นจะใช้แบบปุ่มหมุนหรือปุ่มกดเพื่อเลือกโปรแกรมการทำงานของเครื่อง ซึ่งพบว่าปุ่มกดทั้ง 2 แบบไม่ม่ความแตกต่างกัน แต่ถ้าเป็นเรา เราจะเลือกซื้อแบบที่ไม่เป็นดิจิตอล เนื่องจากเครื่องซักผ้าต้องสัมผัสกับน้ำ อาจมีน้ำกระเด็นไปโดนหรือเข้าไปในปุ่มต่างๆ ปุ่มที่เป็นไฟฟ้าจะเสียง่าย นอกจากนี้ เครื่องซักผ้าที่ควบคุมการทำงานโดยระบบดิจิตัลลจะมีราคาแพงกว่าด้วย

** ระบบระบายน้ำของเครื่อง **

เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญฝาบน ส่วนใหญ่จะมีระบบระบายน้ำที่ไม่มีปัมพ์น้ำ ทำให้ผู้ใช้ต้องวางสายยางน้ำราบลงกับพื้น เพื่อที่จะให้เครื่องซักผ้าทำงานได้ แต่สำหรับเครื่องซักผ้าแบบฝาหน้าจะมีระบบปัมพ์ ดังนั้น ผู้ซื้อจึงต้องพิจารณาให้ดีว่าจะตั้งเครื่องซักผ้าที่ไหน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในอาคารชุด

** เครื่องซักผ้าและอบผ้าในเครื่องเดียวกัน **

เครื่องซักผ้าแบบนี้ ผู้ใช้สามารถใส่ผ้าลงซักและนำผ้าสะอาดออกมารีดได้เลย โดยไม่ต้องตาก ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ แต่มีข้อเสียคือกินไฟฟ้ามากและใช้เวลาทำงานนาน สำหรับประเทศไทยที่มีแดดตลอดปี เครื่องซักผ้าประเภทนี้จึงไม่ค่อยมีความจำเป็น และยังมีราคาที่แพงมากอีกด้วย