ในการรักษาโรคเกาท์จะต้องรู้ระยะของโรคก่อน

ในการรักษาโรคเกาท์ อาจแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ คือ

ระยะแรก เป็นช่วงที่ยังไม่มีอาการ แต่ตรวจพบระดับกรดยูริกในเลือดสูง (แม้จะทำการตรวจซ้ำแล้วก็ตาม) โดยไม่สามารถหาสาเหตุ หรือเมื่อพยายามแก้ไขสาเหตุของระดับกรดยูริกในเลือดที่สูงแล้วก็ตาม ในระยะนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าจำเป็นต้องรับการรักษาหรือไม่ แต่มีหลักฐานว่าควรจะต้องรักษาหากตรวจพบนิ่วกรดยูริกในทางเดินปัสสาวะ หรือพบว่าระดับกรดยูริกนั้นสูงกว่า 13.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในเพศชาย และ 10.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในเพศหญิง เนื่องจากถ้าติดตามไปจะพบว่า มีโอกาสเกิดภาวะไตวายหรือเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะเพิ่มขึ้นได้ถ้าไม่รักษา

ระยะข้ออักเสบกำเริบเฉียบพลัน ระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อ และมีข้ออักเสบอย่างรุนแรง โดยข้ออักเสบจะเกิดขึ้นเอง หรืออาจมีตัวกระตุ้น เช่น การได้รับการกระแทกบริเวณข้อ การดื่มสุราหรือเบียร์ การรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผัก เป็นต้น ข้อที่อักเสบจะบวม แดง ร้อน อย่างชัดเจน (รูปที่ 1) ผู้ป่วยจะขยับข้อลำบาก ปวด และทรมาน ในบางรายอาจมีอาการไข้ หรือหนาวสั่นร่วม ซึ่งทำให้แยกยากจากข้ออักเสบจากการติดเชื้อ ข้อที่พบจะเป็นกับข้อส่วนล่างของร่างกาย เช่น ข้อหัวแม่เท้า ข้อเข่า และข้อเท้า ข้ออักเสบมักเป็นเพียง 1-2 ข้อ การอักเสบในระยะแรกๆ จะเป็นอยู่นาน 5-7 วัน และสามารถหายได้เองโดยไม่ได้รับการรักษา และอาจเป็นใหม่ในระยะเวลาต่อมาอีก 1-2 ปี โดยระยะแรกๆ การอักเสบแต่ละครั้งจะห่างกันมาก แต่ถ้าเป็นมานานและได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ผลึกเกลือยูเรตจะสะสมในร่างกายมากขึ้น ข้ออักเสบในแต่ละครั้งจะมีจำนวนมากขึ้น และเป็นถี่ขึ้น ซึ่งในบางรายอาจมีข้ออักเสบกำเริบทุกเดือน เมื่อมีข้ออักเสบติดต่อกันทำให้ดูเหมือนเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง ข้อจะผิดรูป ทำให้ดูคล้ายโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ (รูปที่ 2)

ระยะข้ออักเสบสงบหรือช่วงที่ไม่มีอาการ เป็นช่วงระยะเวลาระหว่างข้ออักเสบแต่ละครั้ง ซึ่งในระยะแรกๆ ช่วงเวลานี้จะนาน อาจนานเป็นปี จนผู้ป่วยลืมการอักเสบครั้งก่อนไปแล้ว แต่ถ้าเป็นมากขึ้น ระยะเวลาที่ไม่มีอาการนี้จะสั้นลงเรื่อยๆ

ระยะมีปุ่มก้อนโทฟัส เป็นระยะท้ายของโรค มักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์มานานกว่า 5 ปี และได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ผลึกเกลือยูเรตที่สะสมตามเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายสะสมเป็นก้อน ปูดออกมาบริเวณผิวหนังรอบๆ ข้อ (เรียกว่าปุ่มโทฟัส) ตำแหน่งที่พบปุ่มก้อนได้บ่อย ได้แก่ บริเวณข้อเท้า ตาตุ่ม ข้อศอก นิ้วมือ นิ้วเท้า (รูปที่ 3ก.และ 3ค.) ปุ่มก้อนเหล่านี้จะกัดกินกระดูกให้กระดูกแหว่ง ข้อถูกทำลาย (รูปที่ 4) และเกิดความพิการในที่สุด ในระยะนี้ ผู้ป่วยจะเริ่มมีความผิดปกติในระบบอื่นๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะระบบไต เนื่องจากผลึกเกลือยูเรตสะสมที่ไต ทำให้ไตวาย เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และมีภาวะโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจร่วมด้วย

การให้ยาลดระดับกรดยูริกในเลือดในการรักษาโรคเก๊าท์

การลดระดับกรดยูริกในเลือดในการรักษาโรคเก๊าท์ควรกระทำหลังจากที่ข้ออักเสบหายสนิทแล้วเท่านั้นคืออยู่ในระยะที่เรียกว่าเป็น intercritical gout ยาที่ใช้มี อยู่ 2 กลุ่มด้วยกันคือ
1 uricosuric drugs เช่น probenecid, sulfinpyrazone และ benzbromarone ยากลุ่มนี้จะเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางไต สำหรับ probenecid ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นนิ่วไต ในรายที่มีการขับกรดยูริกออกมาในปัสสาวะสูง (> 1,000 มก./วัน) หรือ GFR น้อยกว่าร้อยละ 50 แต่ถ้าเป็น benzbromarone อาจใช้ในรายที่มีภาวะไตเสื่อมเล็กน้อยได้ (GFR ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30) ในระยะแรกควรเริ่มใช้ยาในขนาดต่ำก่อน เช่น ให้กิน probenecid (500 มก.) หรือ benzbromarone (100 มก.) วันละครึ่งเม็ด แล้วเพิ่มขึ้นทุกๆ สัปดาห์จนสามารถควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดได้เท่าที่ต้องการ ระหว่างนี้ควรแนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ 2-3 ลิตรต่อวัน และกินยา sodamint เพื่อปรับให้ปัสสาวะเป็นด่าง (pH ~ 7.0) ลดการตกตะกอนของกรดยูริกภายในเนื้อไตและท่อไต ถ้าอยู่ในสถานะที่กระทำได้ควรตรวจดูปริมาณกรดยูริกในปัสสาวะ 24 ชั่วโมงเป็นระยะๆ เพราะถ้ามีการขับกรดยูริกออกมาในปัสสาวะมากกว่า 1,100 มก. ต่อวันจะเสี่ยงต่อภาวะ uric acid nephropathy สูง

2 allopurinol เป็นยาต้านการทำงานของเอนไซม์ xanthine oxidase ช่วยลดการสร้างกรดยูริกในร่างกาย ใช้ลดกรดยูริกในรายที่มีการทำงานของไตบกพร่อง มีนิ่วไต ในรายที่มีการขับกรดยูริกออกมาในปัสสาวะสูง ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ผู้ป่วยที่แพ้ยากลุ่มแรก หรือ หลังจากที่ใช้ยากลุ่มแรกแล้วไม่ได้ผล ขนาดยาที่ใช้คือ 100-600 มก.ต่อวัน ให้กินวันละครั้งเดียว ยาจะถูกเตรียมมา 2 ขนาดด้วยกันคือ ขนาด 100 มก. และ 300 มก. โดยทั่วไปให้เริ่มกินในขนาด 100 มก. ต่อวันก่อน แล้วค่อยปรับขนาดขึ้นทุกสัปดาห์จนกว่าจะควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดได้ การเริ่มยาด้วยขนาดสูงทันที่เช่น 300 มก. ต่อวันอาจทำให้ระดับกรดยูริกลดลงอย่างรวดเร็วและกระตุ้นให้ข้ออักเสบกำเริบขึ้นได้และเสี่ยงต่อการแพ้ยาที่รุนแรงโดยเฉพาะผื่นผิวหนังชนิด Steven Johnson syndrome ในรายที่ไตเสื่อมจะต้องปรับขนาดยาลง และต้องเฝ้าระวังภาวะตับอักเสบที่เป็นอาการแทรกซ้อนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ allopurinol ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาในขนาดสูงควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญ หากผู้ป่วยมีผื่นแพ้ยาตัองแนะนำให้หยุดยาทันทีและมาพบแพทย์เพื่อพิจารณาว่าสมควรจะให้กินยาต่อหรือไม่ เพราะถ้าเกิดอาการแพ้ยาที่รุนแรง จะมีอัตราตายสูง

ระหว่างการให้ยาควรติดตามดูระดับกรดยูริกในเลือดเป็นระยะๆ ควบคุมให้ระดับกรดยูริกในเลือดลดต่ำกว่า 5.5 มก./ดล. ในกรณีที่ให้ยาตัวใดตัวหนึ่งในขนาดสูงสุดแล้วยังไม่สามารถทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดลดลงตามที่ต้องการได้ อาจใช้ยา 2 กลุ่มร่วมกัน เช่นให้กิน allopurinol ร่วมกับ benzbromarone ในขนาดต่ำ

ผู้ป่วยที่เป็น chronic tophaceous gout มักต้องกินยาลดกรดยูริกไปตลอดชีวิต สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มมีอาการ อาจลดขนาดยาลงได้หลังจากที่ระดับกรดยูริกในเลือดลดต่ำลงอย่างมาก เช่น จาก 300 มก./วัน ลดลงเหลือ 200 มก./วัน แต่ต้องควบคุมให้ระดับกรดยูริกในเลือดนั้นต่ำกว่า 5.5 มก./ดล. เสมอ ถ้าลดยาลงแล้วทำให้ระดับกรดยูริกสูงขึ้นแสดงว่ายังมีแหล่งสะสมของผลึกกรดยูริกตกค้างอยู่ในร่างกายมาก ในกรณีเช่นนี้ไม่ควรลดขนาดยาลงอีก ควรให้ผู้ป่วยกินยาต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่งก่อนแล้วค่อยพิจารณาลดยาลงใหม่
การลดระดับกรดยูริกในเลือดจะทำให้ก้อน tophi เล็กลงหรือหายไปได้ โดยก้อนที่มีลักษณะเป็นถุงน้ำจะยุบลงเร็ว แต่ถ้าเป็นก้อน tophi ขนาดใหญ่ต้องใช้ระยะเวลานานเป็นปีกว่าจะยุบลง นอกจากนี้การควบคุมระดับกรดยูริกที่มีประสิทธิภาพจะทำให้หน้าที่ไตดีขึ้นได้