Facebook บอกเราว่าคนซื้อของผ่านมือถือมากขึ้น

ปี 2017 นับเป็นอีกปีที่มือถือเป็นส่วนหนึ่งของการช็อปปิ้งไปแล้วโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันหยุด ธุรกรรมออนไลน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 55 ทุกๆปี และร้อยละ 51 เกินขึ้นบนมือถือ

และจากการสำรวจของ Facebook บอกเราว่าคนซื้อของผ่านมือถือมากขึ้นโดยเฉพาะช่วง 2-3 ทุ่ม บางทีเป็นช่วงที่ดูโทรทัศน์อยู่ก็ได้ ซื้อของผ่านโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์น้อยลง แต่จะเยอะในช่วง 4-5 ทุ่มซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่คนเปิดคอมพิวเตอร์ก่อนนอน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความหมายอย่างไรกับนักการตลาด เราต้องรับมืออย่างไรถึงจะหยุดนิ้วโป้งของขาช็อปออนไลน์ได้?

เพราะมือถือติดตัวเราตลอดเวลา

แม้แต่เราอยู่ตรงหน้าชั้นวางของในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้า เราใช้มันหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่เรากำลังจะใช้ เทียบราคา ดูว่ามีของเหลือในร้านหรือไม่

นักช็อปปิ้งใช้มือถือกันทุกวันอยู่แล้ว มือถือจึงเป็นเครื่องมือไว้ใช้หาข้อมูล อ่านรีวิวสินค้าและบริการก่อนซื้อ เทียบราคาของแต่ละสินค้า แต่ละแบรนด์ และซื้อของได้ทุกที่ทุกเวลารวมถึงไปซื้อที่ร้านด้วย ปัจจุบันการช็อปปิ้งกว่าร้อยละ 45 เกินขึ้นบนมือถือ ยิ่งถ้าเป็นพวกมิลเลนเนี่ยมก็จะช็อปปิ้งบนมือถือร้อยละ 57 และครึ่งหนึ่งก็ซื้อของบนมือถือจริงๆ

มือถือทำให้พฤติกรรมของคนสามารถช็อปได้ตลอดเวลา กว่าร้อยละ 38 ของขาช็อป จากการสำรวจของ Facebook บอกว่าสามารถซื้อของผ่านมือถือได้มากกว่าไปช็อปที่ห้างร้านเสียอีก

หลักการออกแบบโลโก้ให้เป็นที่สะดุดตา

หลักการ ออกแบบโลโก้ หรือLogo นั้น เน้นความหมายของงานที่จะทำ แล้วหาสื่อมาเป็นตัวแทนอย่างเช่น ตัวอย่างของสายการบินไทย เป็นงานด้านการบริการนำพาผู้คน ในเรื่องของการคมนาคม และบริการด้านการขนส่ง เป็นหลัก การวางรูปแบบที่จะสื่อออกมา และทำเป็นสัญลักษณ์ หรือLogo นั้น ได้นำเอาความเป็นไทยมาเป็นโจทย์ก่อน “ทำไมเป็นรูปเจ้าหัวจำปี” นั่นนะสิ ทำไมไม่เป็นช้าง วัด โบสถ์ คนยกมือไหว้ มังคุด มะม่วง บ้านทรงไทย แม่น้ำเจ้าพระยา มะละกอ ฯลฯ เป็นต้น สรุปแล้ว สิ่งต่างๆ เหล่านั้น ทางผู้ออกแบบเขาคิดไว้หมด แต่สุดท้ายมาสรุปเป็น “เจ้าหัวจำปี” และได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบมาถึง 3 ครั้ง โดยนำเอารูปแบบความเป็นไทยมาจาก ศิลปะไทยแต่โบราณ คือ หัวชฎา เหมือนดั่งที่เห็นในรูป โดยได้นำเอาหัวชฎา หรือหัวโขนนำมาดัดแปลง แล้วจับเป็นรูปนอน

สำหรับธนาคารกรุงเทพฯ รูปแบบ (Concept) มาจากใบโพธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องของการลงทุน ด้านการเงิน การลงทุนก็เหมือนการปลูกต้นไม้ โดยเฉพาะต้นโพธิ์ ต้นไทรพอเติบใหญ่ก็จะเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร สร้างความร่มเย็น แล้วผู้ออกแบบโลโก้ก็นำเอาใบโพธิ์มาปรับปรุงเป็นLogo เหมือนที่เห็นในรูป และตัวอย่างสุดท้าย คือธนาคารกสิกรไทย เป็นการเน้นว่า ธนาคารฯ ให้บริการกลุ่มเป้าหมายคือ ชาวนา ชาวไร่มาก่อน และมุ่งไปทางภาคการเกษตร จึงนำเอารวงข้าวออกมาเป็นสื่อ แล้วปรับปรุงเป็น Logo และตัวอย่างสุดท้าย คือ ธนาคารทหารไทยจะมองเห็นได้ชัดเจนคือ การนำเอาธงชาติไทยออกมาเป็นสื่อให้เห็น ดูจากรูปการวางรูปแบบ (Concept) หรือวางสื่อ จะนำเอาธรรมชาติ สิ่งมีชีวิต สัตว์ สิ่งของ หรือแม้แต่ตัวอักษรก็สามารถนำมาประยุกต์ ปรับใช้ได้ แล้วนำเอาทฤษฎี และหลักการทางด้านศิลปะเข้าไปประกอบ

ประเภทของมุ้งลวดที่ทำไว้กันแมลง

แต่เดิมมานั้นเรารู้จักมุ้งลวดในลักษณะของการนำมาใช้ป้องกันแมลงตัวร้ายทั้งหลายไม่ให้เข้ามาทำความรำคาญภายในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ยุง” มุ้งลวดดูจะเป็นวัสดุประเภทเดียวที่ดูจะมีประสิทธิภาพสูงสุด ในราคาที่สามารถซื้อหามาใช้กันได้ เพื่อป้องกันแมลง โดยยอมให้แมลงตัวเล็กตัวน้อยที่มีขนาดย่อมกว่าตารางถี่ ๆ ของเส้นลวดและลมเท่านั้นที่สามารถลอดผ่านและถ่ายเทไปมาได้ แม้ว่าการใช้มุ้งลวดจะลดทอนกระแสลมที่พัดผ่านเหลือเพียงครึ่งหนึ่งก็ตาม แต่มุ้งลวดก็ยังเป็นที่ยอมรับ เพราะดีกว่าจะมานั่งตบยุงหรือหงุดหงิดกับบรรดาแมลงทั้งหลายที่จะบินมาเล่นแสงไฟในบ้าน

มุ้งลวดที่ผลิตขึ้นใช้ในบ้านเรา เป็นมุ้งลวดที่ทอขึ้นจากเส้นอะลูมิเนียมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.009 นิ้ว ด้วยเครื่องจักร ผืนมุ้งที่ออกจากเครื่องจักรจะมีความสกปรกจากคราบน้ำมันในขณะที่ทอ จึงต้องนำผืนมุ้งมาฟอกทำความสะอาดอีกครั้งหนึ่ง ผืนมุ้งที่ผ่านการฟอกทำความสะอาดแล้ว เส้นอะลูมิเนียมจะมีความคมและความมันวาวสะท้อนแสงได้มาก เมื่อนำไปใช้งานจะมีผลทำให้ภาพที่ได้จากการมองผ่านผืนมุ้งลวดไม่ชัดเจน โดยเฉพาะมุมมองที่ทำกับผืนมุ้งลวดประมาณ 10-20 องศา และจากการขาดการลงทุนทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการผลิต ผืนมุ้งลวดจึงไม่ได้ผ่านกรรมวิธีเพื่อป้องกันการเกิดสนิมโลหะ ทำให้เกิดการผุกร่อนได้ง่ายเมื่อถูกความชื้น นอกจากนี้ การยึดเกาะกันระหว่างเส้นลวดในแนวตั้งและแนวนอนมีน้อย ทำให้ตาตารางของเส้นลวดโย้ไปมาได้ตามแรงดึง ดังนั้นการนำมาขึงขึ้นกรอบบานจึงต้องใช้ความประณีตอย่างมากในการดึงมุ้งลวดให้ตึงเพื่อให้ได้ตาตารางมุ้งลวดที่มีระเบียบไม่โย้ไปมา

จุดด้อยการเดินทางไปกับบริษัทที่จัดแพคเกจทัวร์ญี่ปุ่น

1. รายการเที่ยว fix ไว้แล้ว–ข้อนี้เป็นข้อที่หลายคนอาจจะชอบ คือ รายการเที่ยวส่วนใหญ่มันจะกำหนดเวลาและสถานที่ต่างๆไว้หมดแล้ว ถ้าลูกทัวร์รักษาเวลากันดีไม่เถลไถลก็จะเดินทางครบตามกำหนดการซะส่วนใหญ่ แต่ถ้าเจอลูกทัวร์ผู้วิเศษก็คงแย่หน่อย รายการอาจมีรวนและคนร่วมคณะส่วนใหญ่ก็จะ “เซ็ง” ไปด้วย เพราะว่าส่วนใหญ่เขามีการนัดเวลากับสถานที่นั้นๆไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือแหล่งท่องเที่ยว

2. อิสระน้อย สังเกตเลยว่าแต่ละแหล่งท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ให้เวลาไม่มาก เอาแค่หอมปากหอมคอ (จะได้ไปดูที่อื่นต่อ) ส่วนใหญ่จะที่ละหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเวลานี้มันรวมเวลารถบัสเข้าลานจอดรถ ปล่อยคน บรีฟความเป็นมา เดินๆๆ ขึ้นรถ…ดังนั้นท่านใดที่ชอบเดินสำรวจแต่ละที่นานๆ รวมไปถึงผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูปหรือนิยม slow life อาจไม่ปลื้มกับการใช้ทัวร์มาตรฐานก็ได้ อย่างไรก็ตามคนที่ชอบเห็นเยอะๆ ไม่ได้สนใจ detail ของแหล่งท่องเที่ยวมากมาย (ประมาณว่าเอาแค่ฉันได้เห็น ได้ถ่ายรูปก็พอ) ข้อนี้ก็อาจกลายเป็นจุดเด่นของการใช้แพคเกจทัวร์ญี่ปุ่นอีกประการไปเลยก็ได้!

3. ต้องแคร์คนหมู่มาก–อย่างที่ทราบว่าปัจจุบันความเป็นปัจเจกของแต่ละท่านสูงขึ้นมาก ครั้นจะไปร่วมเดินทางกับคนอีกยี่สิบกว่าคนตั้งหลายวันนี่ก็ต้องเกร็งกันหน่อยแถมต้องรักษามารยาท+รักษาหน้ากันให้ดี ในทางกลับกันถ้าเจอเพื่อนร่วมรถกร่างๆ ขี้อวด ขี้โม้ โชว์ออฟ

หลักง่ายๆ ในการเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแต่ละแห่งต่างพยายามนำเอาจุดเด่นของศูนย์มานำเสนอ ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าเล็งเห็นว่าทางศูนย์ดูแลผู้สูงอายุนั้นมีความตั้งใจในการทำงาน ทำหน้าที่ดูแลคนที่คุณรักได้ดีไม่แพ้คุณ ดังนั้น สถานที่ที่ใช้ในการดูแลจึงมีการออกแบบให้เหมาะกับผู้สูงอายุมากที่สุดโดยคำนึงถึงการใช้งานจริงและเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบไหนที่เหมาะกับการดูแล

ห้องพัก
ต้องสะอาด อากาศปลอดโปร่งถ่ายเท บรรยากาศเหมาะกับการพักผ่อน ช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย เป็นส่วนตัวและไม่เล็กจนเกินไป เพราะศูนย์ดูแลบางที่ต้องการประหยัดต้นทุนจึงปรับขนาดห้องพักคนชราให้เล็กลงหรือบางครั้งก็นำเตียงเข้าไปเพิ่มเพื่อทำให้รับผู้สูงอายุได้มากขึ้น ทำให้สภาพแวดล้อมการเป็นอยู่ในห้องพักแออัด ญาติของผู้สูงอายุควรจะพิจารณาส่วนของห้องพักให้มากๆ ถ้าเป็นไปได้ควรหมั่นแวะมาเยี่ยมและดูความเป็นอยู่อย่างสม่ำเสมอ

สังคม
การพูดคุยกับคนในวัยเดียวกันหรือวัยใกล้เคียง สามารถช่วยลดความเหงา อาการคิดถึงบ้านได้อีกวิธีหนึ่ง พนักงานในศูนย์ดูแลควรจัดให้มีการพูดคุย หากิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมเพื่อให้ผู้สูงอายุทุกคนในที่แห่งนี้ได้มีโอกาสพูดคุย แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนตัวให้กับเพื่อนๆที่อยู่ร่วมกัน ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและอยากที่จะอยู่ในศูนย์ดูแลต่อไป

อุปกรณ์อำนวยความสะดวก
ด้วยตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ร่างกายซ่อมสภาพไปตามกาลเวลาจะลุกนั่งเดินเหินแต่ละครั้งก็ค่อนข้างลำบาก เพราะฉะนั้น ทางศูนย์ดูแลก็ควรจะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยผู้สูงอายุแต่ละคนด้วย เช่น เก้าอี้ไฟฟ้า ไม้ค้ำ เก้าอี้นวด เครื่องออกกำลังกายบางชนิด เป็นต้น

การเดินทาง
ศูนย์ดูแลควรตั้งอยู่ในสถานที่ที่เดินทางไปมาสะดวกและใช้เวลาในการเดินทางไม่นานมากนัก เพราะถ้าคุณเลือกศูนย์ที่ตั้งอยู่ไกลเกินไปอาจทำให้เกิดความยุ่งยากในการเดินทางซึ่งทำให้คุณมีเวลาไปเยี่ยมผู้สูงอายุน้อยลง

การเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ไม่มีข้อกำหนดตายตัว และไม่จำเป็นต้องตัดสินใจในทันที เพราะฉะนั้นผู้ที่ประสงค์จะพาผู้สูงอายุมาพักจึงมีเวลามากพอที่จะคิดวิเคราะห์และหาข้อมูล เพื่อตัดสินใจเลือกว่าที่ใดเหมาะกับผู้สูงอายุของตนเองมากที่สุด

เทคนิคการเลือกส่วนผสมของครีมหน้าขาว

เทคนิคการเลือกส่วนผสมของครีมหน้าขาว ในแบบฉบับสาวเกาหลีค่ะ เพราะสารหรือส่วนผสมต่างๆที่อยู่ในครีมบำรุงผิวหน้าจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปค่ะ ลองอ่านในบทความนี้ค่ะ

ครีมบำรุง เพื่อใบหน้าขาว ใส ไร้ริ้วรอย มีอยู่หลากหลายยี่ห้อซะจนทำให้ สาวๆอย่างเราเวลาจะเลือกครีมหน้าใสที่ถูกใจ แต่ละทีลำบาก ว่าจะต้องเลือกจากอะไร สิ่งไหนก่อน ต้องมีส่วนผสมอะไรถึงดี เพราะโฆษณาครีมทุกวันนี้ล้วนแต่อ้างสรรพคุณต่างๆนาๆ ที่ทำให้เราอยากซื้อไปเสีบหมดใช่ไหมค่ะ วันนี้เรามีเทคนิคในการเลือกครีมเด็ดๆ ให้หน้าใสกิ๊งแบบสาวเกาหลีกันคะ

การเลือกครีมหน้าขาวสำหรับสาวๆอย่างเราสิ่งที่สำคัญที่สุดคือส่วนผสมค่ะ เราควรใส่ใจกับส่วนผสมในครีมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะส่วนผสมเดี๋ยวนี้มีมากมายหลายอย่างเหลือเกิน โฆษณาครีมต่างๆก็ประโคมกันเข้าไป ครีมหน้าใสทำให้ผิวสวยแบบสาวเกาหลีบ้างล่ะ ขาวดุจหิมะบ้าง แต่ส่วนผสมที่ทางการแพทย์ยืนยันมาแล้วมีเด็ดๆ ดังนี้ค่ะ

กรดผลไม้AHA : เจ้ากรดตัวนี้ช่วยให้เซลล์ผิวชั้นบนหลุดลอก ให้หน้าเราขาวใสอยู่เสมอทั้งยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในผิวให้เต่งตึงแลดูอ่อนกว่าวัย แต่ไม่ควรใช้ขณะที่มีปัญหาผิวแห้งหรืออักเสบ ผิวมันควรใช้ในรูปเจลหรือโลชั่น ผิวแห้งให้ใช้ในรูปของครีม โดยเริ่มจากความเข้มข้นต่ำ ๆ ก่อนปรับไปใช้ในความเข้มข้นที่สูงขึ้นนะคะ
วิตามินเอหรือเรตินอล : ช่วยผิวภายนอกจึงดูเรียบเนียนขึ้น และริ้วรอยลดลง ทำให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นบนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้จากภายใน เวลาเลือกครีมหน้าใสควรมองหาเจ้าตัวนี้อย่างแรก แต่ต้องระวังนะคะเพราะวิตามินทำให้แสบแดงและไวแดดได้ และไม่ควรทาตอนกลางวันค่ะ
โคเอนไซม์ Q10 : เป็นอาวุธป้องกันและต่อสู้กับริ้วรอยของสาวๆอย่างเราค่ะ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ผิว ตัวนี้มีความปลอดภัยสูง ค่ะ

รับผลิตน้ำดื่มเพราะน้ำเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

เพราะร่างกายมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำถึงร้อยละ 70 อีกทั้งอวัยวะทุกส่วนในร่างกายก็ล้วนแต่มีน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญ เช่น ปอด มีน้ำอยู่เกือบ 90% สมองมีน้ำอยู่ 75% เป็นต้น ซึ่งน้ำที่ว่านี้จะเข้าไปทำหน้าที่หลายๆอย่าง เช่น ช่วยย่อยอาหาร ละลายสารอาหารและออกซิเจน เพื่อขนส่งไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ ทำให้เลือดไหลเวียน ละลายสารพิษต่างๆ เพื่อขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้น้ำยังทำให้ข้อเคลื่อนไหวสะดวก ช่วยกันการกระทบกระแทกของอวัยวะต่างๆ ด้วย ถ้าหากร่างกายขาดน้ำเมื่อไหร่ก็จะส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายทั้งสิ้น ตั้งแต่ระบบการลำเลียงอาหารและออกซิเจน การกำจัดของเสีย ระบบขับถ่ายก็จะไร้ประสิทธิภาพ และจะเสียชีวิตได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน และถ้าขาดน้ำเรื้อรัง (Chronic Dehydration) คือ ดื่มน้ำไม่เพียงพอเป็นประจำทุกวันก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้

ดังนั้นน้ำดื่มจึงยังเป็นที่ต้องการสำหรับผู้บริโภคอยู่เสมอ ประกอบกับสมัยนี้เป็นยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับการดูแลเรื่องอาหารการกินมากขึ้น คำนึงความสะอาด คำนึงถึงคุณค่า สารอาหารที่จะได้รับจากอาหารและเครื่องดื่มที่เลือกรับประทานมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เมื่อครั้งประสบอุทกภัยปี 2554 ที่ยังเป็นฝันร้ายคอยหลอกหลอนให้ผู้บริโภคไม่อาจวางใจกับความสะอาดของน้ำประปา แม้ว่าจะมีการโฆษณาย้ำนักย้ำหนาว่า “น้ำประปาสะอาดดื่มได้” ก็ตาม จึงไม่แปลกใจเลยที่ธุรกิจรับผลิตน้ำดื่มจะเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ มีผู้ประกอบการหน้าใหม่ๆ หันมาจับทางธุรกิจนี้ จนเกิดแบรนด์น้ำดื่มหลากหลายตัวเลือกเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภค

ปัจจัยในการประกอบธุรกิจรถรับจ้าง

ธุรกิจ “รถรับจ้าง” คือ ธุรกิจที่ให้บริการรถเช่าเหมาคัน (มักเป็นรถตู้หรือรถกระบะ) พร้อมคนขับแก่ลูกค้า เพื่อบริการนำเที่ยว หรือเพื่อขนย้ายสิ่งของเช่น เช่ารถตู้จาก กรุงเทพฯ ไปไหว้พระตามวัดที่จังหวัดอยุธยา เช่ารถกระบะรับจ้างขนของย้ายบ้าน ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ลูกค้าต้องการก็คือ “ความปลอดภัย” ในการให้บริการนั่นเอง

ปัจจัยในการประกอบธุรกิจรถรับจ้าง

สภาพรถ
รถรับจ้างโดยเฉพาะรถตู้ควรมีสภาพ ที่ปลอดภัยมีการตรวจเช็คสภาพรถก่อนให้ บริการอยู่เสมอ

คนขับรถ
ควรพักผ่อนอย่างเพียงพอ ขับรถด้วย ความปลอดภัย ใช้ความเร็วที่เหมาะสมปฏิบัติตามกฎจราจร และให้บริการอย่าง- สุภาพ นอกจากนี้ คนขับรถควรเป็นผู้ที่รู้จัก เส้นทางเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากต้องขับรถขึ้นลงเขา

ราคา
มักเป็นราคาเหมาต่อวันตามระยะทาง ที่ลูกค้าว่าจ้าง ทั้งนี้ราคาดังกล่าวมักไม่รวม ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งลูกค้าจะต้องเป็นผู้จ่าย เอง

5 วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้โซเชียลมีเดียของแบรนด์มียอดไลค์เยอะ

เราจะใช้“จิตวิทยา”เพิ่มยอดไลค์ คอมเมนท์ แชร์ใน“โซเชียลมีเดีย”ของเราได้อย่างไร?

จะดีกว่านี้หรือไม่ถ้าเรารู้จักใช้จิตวิทยาในการทำการตลาด ยิ่งอยู่ในยุคที่ธุรกิจหันมาทำการตลาดออนไลน์ การประยุกต์จิตวิทยาเพื่อทำคอนเทนต์ให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหันมาสนใจแบรนด์ของเรา จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

และนี่คือ 5 วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้โซเชียลมีเดียของแบรนด์มียอดไลค์เยอะ คอมเมนต์ถล่มทลาย แชร์กระจายในชั่วพริบตา

1. มีรีวิวจากผู้ใช้งาน เพื่อยอดคนเข้าชมเว็บไซต์ได้อีก 50%

เราต้องคอยกระตุ้นเชิญชวนให้สาวกของแบรนด์ได้เขียนและแชร์รีวิวสินค้าหรือตัวแบรนด์ และให้ทุกคนได้เห็นรีวิวบนโซเชียลมีเดียได้ง่ายๆ

เพราะ Social Proof (หรือพูดง่ายๆคือปากที่สาม) เป็นเครื่องมือจิตวิทยาที่ทรงพลังสุดๆในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นรีวิวสินค้าและบริการ ถ้าเจอรีวิวดีๆ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าของเรา หรืออย่างน้อยก็ติดตามช่องทางการสื่อสารและเสพคอนเทนต์ของแบรนด์

ซึ่ง YotPo ได้ศึกษาขั้นตอนในการตัดสินใจของผู้บริโภคใน 500 เว็บไซต์ที่ต่างกัน ก็พบว่ารีวิวจากคนในโซเชียลมีเดีย ทำให้ยอดคนดูเว็บไซต์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอีก 50% ในอีก 3 เดือนต่อมา

แล้วรีวิวจากผู้ใช้งานสินค้าและบริการมันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ?

เพราะถ้าว่ากันตามจิตวิทยาแล้ว รีวิวมีพลังของ “Social Proof” ที่ทำให้คนทำตามๆคนอื่นกัน ถ้าการกระทำนั้นไม่ได้ผิดอะไร คนที่ทำตามคนอื่นมันจะคิดไปเองว่าการการกระทำหรือความเห็นของคนอื่นนั้นเป็นเรื่องปรกติที่ใครๆก็ทำกันทั้งนั้น

ฉะนั้นถ้ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เห็นรีวิวดีๆ ชมแบรนด์ของเรา ก็อยากแชร์คอนเทนต์ ติดตามแฟนเพจ จบด้วยซื้อของของเรา จะว่าไป การติดตามโชเชียลมีเดีย ก็นับว่าเป็นการให้คำมั่นกลายๆว่าต่อไปจะซื้อของจากแบรนด์นั้น

เพราะเวลาที่ใครเห็นด้วยกับเรา ความเห็นของเราก็จะฟังดูน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ถ้าไม่เห็นด้วย ความเห็นเราก็จะดูอ่อนลงทันที

แต่ถ้าอยากให้น่าเชื่อถือมากขึ้น การมีรีวิวต่อว่าสินค้าและบริการของเราบ้างก็ทำให้แบรนด์น่าเชื่อถือมากขึ้นเช่นกัน เพราะไม่มีสินค้าและบริการที่ไหนเพอร์เฟค 100% หรอก ฉะนั้นลืมเรื่องเรทติ้ง 5 ดาวไปได้เลย มันไม่มีอยู่จริงหรอก

2. ต้องสร้างบุคลิกของแบรนด์ เพิ่มผู้ติดตามเป็นล้าน

การที่แบรนด์ของคุณต้องมีมาสคอท หรืออย่างน้อยต้องมี “บุคลิก” ก็เพราะคนจะนึกถึงแบรนด์ได้ง่ายว่าถ้ารู้สึกว่าแบรนด์นั้นเป็นคนที่มีตัวตนจริงๆ ถ้าแบรนด์ทำตัวดีมีคนชอบ ลูกค้าก็มีแนวโน้มที่จะไลค์ คอมเมนต์ แชร์คอนเทนต์ของแบรนด์และซื้อของจากแบรนด์ซึ่งกลายเป็นคนที่ลูกค้าคนนั้นชอบ

ส่วนการสร้างบุคลิกให้แบรนด์ก็ไม่ได้ยาก ขอให้ใช้ภาพทีมงานของเราบนโพสต์ โดยเฉพาะ Cover Pic ของ Facebook อย่าเสียพื้นที่ตรงนี้ไปกับการขายของเด็ดขาด ชื่อแอดมินที่ดูแลเพจควรจะมีชื่อแบรนด์นำหน้าชื่อของแอดมินคนนั้น ถ้าจะใหห้ดีมีมาสคอทสำหรับแบรนด์ด้วย และที่สำคัญที่เจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสคุยกับลุกค้าตัวต่อตัวด้วยชื่อจริงตัวจริง แสดงความจริงใจกันไปเลย

3. ใช้อารมณ์ขันสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตามโชเชียลมีเดีย

แล้วจะทำอย่างไรให้คอนเทนต์ตลกล่ะ? ถ้าเราไม่ใช่พวกตลกมืออาชีพ ก็ไม่ต้องพยายามตลกก็ได้ แต่ของให้คอนเทนต์ของเราซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา พูดถึงเรื่องจริงที่เกิดขึ้น อย่าจริงจังเกินไปนัก สนุกบ้างก็ได้ และให้แฟนเพจมีส่วนร่วมบ้างก็ดี

เพราะเรารู้กันว่า ถ้าเราทำให้ใครขำ สมองคนนั้นจะหลั่งสารเอนโดรฟิน ทำให้คนนั้นมีความสุขและเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อโลกรอบตัว ต่อให้เจอเรื่องแย่แค่ไหนก็ตาม ถ้าคนนนั้นกำลังอารมร์เสีย หงุดหงิดไม่ว่าจากเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าคอนเทนต์ของเราทำให้เขายิ้มได้ หัวเราะได้ เขาก็จะมีความสุขและผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้เขาอารมณ์เสียได้ และนั่นยิ่งทำให้เขากดไลค์ กดแชร์คอนเทนต์ของเรามากขึ้นไปอีก

เหตุผลทางจิตวิทยาก็เข้าใจได้ไม่ยาก ถ้าเราทำอะไรดีๆ (เช่นกดไลค์) สมองของเราก็จะเกิดความลำเอียงต่อเนื่องมากขึ้น (Consistency Bias) การกดไลค์ของเราจะเชื่อมตัวเราเข้าหาแบรนด์ และเราก็มีแนวโน้มที่จะกดไลค์มากขึ้นเรื่อยๆกับแบรนด์เช่นกัน

4. ใช้เทคนิค “Reciprocity” ดัน Engagement เพิ่มยอดขาย 3 เท่า

การให้ของฟรี แล้วเดี๋ยวลูกค้ามาไลค์ คอมเมนต์ แชร์และซื้อของเราเองนั้นจะได้ผลถ้าเราจัดแคมเปญหรือกิจกรรมให้แฟนเพจแย่งชิงรางวัลแข่งกัน เรามักจะเห็นแบรนด์ชอบพูดว่า ถ้าไลค์ คอมเมนต์ใต้โพสต์นี้ หรือแชร์โพสต์นี้ออกไป ก็จะได้รางวัลตามที่สุ่มหรือถูกใจทีมงาน นั่นเป็นเทคนิคจิตวิทยาง่ายๆอย่าง Reciprocity นั่นเอง

แนวคิด Reciprocity ก้ไม่ได้ใหม่อะไรมากมาย มันคือการที่ใครทำดีกับเราแล้ว ลึกๆเราอยากตอบแทน ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม จริงๆแล้วมันเป็นพฤติกรรมที่พัฒนามาทำให้เรามีชีวิตรอดในสมัยที่เราล่าสัตว์แล้วเราแบ่งอาหารกันในแต่ละครั้ง ไม่เช่นนั้นอาจถูกกีดกันออกจากเผ่าและอดตายในที่สุด

แต่ในยุคสังคมออนไลน์ เราคงไม่ถึงกับต้องล่าสัตว์หาของกินมาให้ผู้บริโภคหรอก ขอแค่ให้ของฟรีกับแฟนๆที่น่ารัก เขียนจดหมายขอบคุณที่คอยกดไลค์ คอยคอมเมนต์อยู่บ่อยๆ คอยคอมเมนต์ แชร์คอนเทนต์ของแฟนๆและแทคไป และเซอร์ไพรส์แฟนๆด้วยของชำร่วยเก๋ๆไม่ว่าจะเป็นเสื้อ หรือหมวก ก็ได้

5. อยากได้แชร์เยอะๆ ก็ต้องพึ่งผู้มีอิทธิพลออนไลน์ให้ช่วยแชร์

จะให้ผู้มีอิทธิพลออนไลน์ช่วยโปรโมทแบรนด์ของเรา ก่อนอื่นเราต้องเลือกคนที่ “ใช่” ก่อน ซึ่งต้องเป็นที่เกี่ยวกับวงการธุรกิจของเรา หรือตลาดของเรา คนนั้นต้องมีคนมีไลค์ คอมเมนต์ แชร์เยอะพอสมควร มีลิสต์อีเมลของแฟนๆ มีบล็อกหรือเว็บไซต์

ซึ่งเราต้องให้ผู้มีอิทธิพลให้ถูกกับเป้าหมายธุรกิจและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ใช่ด้วย ถึงจะทำให้ยอดผู้ชมเว็บไซต์มากขึ้นได้ การจ้างผู้มีอิทธิผลช่วยแชร์คอนเทนต์ของเราจะสร้างผลทางจิตวิทยาที่เรียกกันว่า “Halo Effect” หรือทำให้คนเกิดความลำเอียงขึ้นมา ทำให้เราตัดสินความเห็นของคนๆหนึ่งจากความประทับใจ ที่เรามีต่อเขา ถ้าเราชอบ เราชื่นชมเขา เราก็มีแนวโน้มใส่ใจสิ่งที่เขาพูดมากขึ้น

การใช้ผู้มีอิทธิพลออนไลน์ช่วยแชร์คอนเทนต์ของเรายังสร้างผลทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Implicit Egotism” ด้วย เพราะจิตใต้สำนึกลึกๆของเราแล้ว เราจะตอบสนองที่ทางบวกกับอะไรก็ตามที่ทำให้เรานึกถึงตัวเอง ถึงแม้ว่าจะดูไม่มีเหตุผลเลยก็ตาม

เรามักจะให้ค่ากับความเห็นของคนอื่นที่คล้ายกับเรา เรามีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับผู้มีอิทธิพลที่เราติดตามและทำตามด้วย

แหล่งที่มา : https://blog.hootsuite.com/social-media-psychology/

ทุนในการรับจดทะเบียนตอนเปิดบริษัท

ทุนจดทะเบียนบริษัท ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ว่า บริษัทจำกัด มีลักษณะดังนี้

ต้องมีผู้ร่วมทุนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป (เมื่อก่อน 7 คน เดี๋ยวนี้เหลือ 3 ก็จดได้แล้ว)

แบ่งทุนออกเป็นหุ้น มีมูลค่าหุ้นละเท่าๆกัน (เช่นเราคิดว่าจะลงทุนทำธุรกิจที่เราต้องการใช้ทุนซัก 1 ล้านบาท ก็อาจจะแบ่งทุนเป็นหุ้น เช่น ตั้งมูลค่าหุ้น หุ้นละ 10 บาทก็ได้ 100,000 หุ้น,หรือหุ้นละ 100 บาท ก็ได้ 10,000 หุ้น เป็นต้น) เมื่อมีผู้ซื้อหุ้นครบ ก็จะได้เงินมา 1 ล้านบาทเป็นต้น

ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงเงินค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ (ถ้าส่งครบหมดแล้ว ก็ไปเอาผิดกับบริษัทอย่างเดียว) เช่น หุ้นมูลค่า 100 บาท เราซื้อไว้ซัก 2,000 หุ้น จริงๆต้องส่งเงินรวม 200,000 บาท แต่เราส่งไปก่อน 100,000 บาท ดังนั้นเราต้องรับผิดชอบอีก 100,000 บาท

มูลค่าของหุ้นๆ หนึ่งนั้น ต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท(แต่ส่วนใหญ่เขาจะไม่จดกันเพราะค่าของเงิน 5 บาท ต่ำไป) ส่วนใหญ่มีมูลค่า 10 บาท,100 บาท,1,000 บาท

หุ้นนั้นแบ่งแยกไม่ได้ เช่น หุ้นหนึ่งมีมูลค่า 100 บาท จะแยกออก เป็น 50 บาท 2 กองไม่ได้

ชำระค่าหุ้นนั้นต้องไม่ต่ำกว่า 25% หรือจะชำระเต็มก็ได้ เช่น จดทะเบียนทุน 1 ล้าน แบ่งเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ในช่วงแรกๆ เราอาจจะไม่ใช้เงินมาก เราก็เรียกเก็บเงินค่าหุ้นก่อน 25 บาทต่อหุ้น ดังนั้นผู้ที่ซื้อหุ้นแล้ว ก็ต้องจ่ายค่าหุ้นละ 25 บาท ทั้งหมด 10,000 หุ้น ก็ได้เงินรวมทั้งหมด 250,000 บาท เป็นต้น (นี่ก็เป็นประโยชน์กับทางบัญชีบริษัทด้วย เพราะถ้าบอกว่า ชำระเต็มจำนวน ก็จะได้เงินทั้งหมด 1 ล้าน ที่นี้ถ้ามีการตรวจสอบขึ้นมาให้แสดงบัญชี ปรากฎว่า เงินฝากธนาคารของบริษัท มีเงินเพียง 3 แสนบาท ก็ต้องถือว่ามีเงินสดถืออยู่อีก 7 แสน แล้วอีก 7 แสนละอยู่ที่ไหน ถ้าคุณไม่สามารถแสดงให้ดูได้ ก็เกิดปัญหาทางบัญชีทันที

จะเห็นได้ว่า ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ แค่ 15 บาท (3 คน คนละ 5 บาท) ก็สามารถจดทะเบียนบริษัทได้แล้ว แต่นั่นแหละบริษัทที่จดทะเบียนทุนเพียง 15 บาท ใครจะค้าขายหรือทำธุรกิจกับคุณด้วยเล่า เช่น บริษัทกำลังก้าว จำกัด จดทะเบียนทุน 15 บาท (ก็เหมือนคนที่มีเงินอยู่ 15 บาท) จะไปซื้อของที่มีราคา 25 บาท คุณก็ไปซื้อของไม่ได้ คนขายก็ไม่อยากขายให้ หรือ ถ้าบริษัทจดทะเบียนทุน 5 แสนบาท แต่ไปรับงานรับเหมาก่อสร้าง 5 ล้านบาท เขาก็อาจจะไม่ให้งานกับคุณ เพราะถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมา บริษัทฯ รับผิดชอบแค่ 5 แสนบาทเอง เป็นต้น
เมื่อเราได้ข้อมูลเรื่อง “ทุน” แล้ว เราก็เอาข้อมูลนี้ไปจดทะเบียน จึงเรียกว่า “ทุนจดทะเบียน”